<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความน่ารู้ Archives - สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</title>
	<atom:link href="https://www.techa.or.th/category/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.techa.or.th/category/บทความน่ารู้/</link>
	<description>泰國鄭氏宗親總會</description>
	<lastBuildDate>Sun, 04 Jan 2026 11:17:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2017/10/cropped-logo-32x32.jpg</url>
	<title>บทความน่ารู้ Archives - สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</title>
	<link>https://www.techa.or.th/category/บทความน่ารู้/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เทศกาลงานชิวฮุง มาจากอะไร?</title>
		<link>https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0/</link>
					<comments>https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Sep 2019 11:43:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จุลสาร]]></category>
		<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.techa.or.th/?p=1521</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;เทศกาลชิวฮุงคือ เทศกาลกึ่งกลางฤดูใบไม้ร่วง ศารทวิษุวัต (mid fall) หรือ autumn equinox เป็นวันที่วงโคจรของโลกเรากับดวงอาทิตย์ตัดกันในตำแหน่งที่ทำให้โลกเรามีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากันพอดี&#8220; ถือเป็นช่วงกึ่งกลางฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวของประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเขตอบอุ่นและเขตหนาวแล้ว(จีนอยู่ในเขตนี้ด้วย) จึงจะต้องเตรียมการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันการณ์ (ใบไม้ร่วง พืชพรรณ สลัดทิ้งใบทิ้งต้น คนจีนจะเริ่มถนอมอาหารประเภทพืชผักไว้สำหรับฤดูหนาว สัตว์ต่างๆเริ่มสะสมอาหารและจำศีล มนุษย์เริ่มสะสมพืชพันธุ์อาหารด้วย(คนจีนจะเริ่มเข้าเทศกาล กินผัก การกินเจ มาจากรากฐานของการกินผักนี้) เริ่มเข้าสู่การนัดพบกันในการวางแผนเรื่องอาหารให้เพียงพอ จึงเกิดเทศกาลการกินเจ เพราะจะเข้าสู่ฤดูหนาวอันยาวนานถึงสามเดือนแล้ว สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผย 23 กันยายน 2562 เป็นวันศารทวิษุวัต ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้เวลากลางวันเท่ากับกลางคืน ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ &#160; &#160; &#160;นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า วันที่ 23 กันยายนนี้ จะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้เวลาในช่วงกลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ประเทศทางซีกโลกเหนือจะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่า “วันศารทวิษุวัต” (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) สำหรับประเทศไทยในวันที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0/">เทศกาลงานชิวฮุง มาจากอะไร?</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-full"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="960" height="720" src="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-c.jpg" alt="" class="wp-image-1522" srcset="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-c.jpg 960w, https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-c-350x263.jpg 350w, https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-c-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure>



<blockquote class="wp-block-quote is-style-large is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p>&#8220;<strong><kbd>เทศกาลชิวฮุงคือ เทศกาลกึ่งกลางฤดูใบไม้ร่วง ศารทวิษุวัต (mid fall) หรือ autumn equinox เป็นวันที่วงโคจรของโลกเรากับดวงอาทิตย์ตัดกันในตำแหน่งที่ทำให้โลกเรามีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากันพอดี</kbd></strong>&#8220;</p></blockquote>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1024" height="769" src="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-d-1024x769-1.jpg" alt="" class="wp-image-1559" srcset="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-d-1024x769-1.jpg 1024w, https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-d-1024x769-1-350x263.jpg 350w, https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-d-1024x769-1-768x577.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ถือเป็นช่วงกึ่งกลางฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวของประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเขตอบอุ่นและเขตหนาวแล้ว(จีนอยู่ในเขตนี้ด้วย) จึงจะต้องเตรียมการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันการณ์ (ใบไม้ร่วง พืชพรรณ สลัดทิ้งใบทิ้งต้น คนจีนจะเริ่มถนอมอาหารประเภทพืชผักไว้สำหรับฤดูหนาว สัตว์ต่างๆเริ่มสะสมอาหารและจำศีล มนุษย์เริ่มสะสมพืชพันธุ์อาหารด้วย(คนจีนจะเริ่มเข้าเทศกาล กินผัก การกินเจ มาจากรากฐานของการกินผักนี้) เริ่มเข้าสู่การนัดพบกันในการวางแผนเรื่องอาหารให้เพียงพอ จึงเกิดเทศกาลการกินเจ เพราะจะเข้าสู่ฤดูหนาวอันยาวนานถึงสามเดือนแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="698" height="559" src="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/goutsde.jpg" alt="" class="wp-image-1560" srcset="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/goutsde.jpg 698w, https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/goutsde-350x280.jpg 350w" sizes="(max-width: 698px) 100vw, 698px" /></figure>



<p>สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผย 23 กันยายน 2562 เป็นวันศารทวิษุวัต ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้เวลากลางวันเท่ากับกลางคืน ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ</p>



<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า วันที่ 23 กันยายนนี้ จะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้เวลาในช่วงกลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ประเทศทางซีกโลกเหนือจะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่า “วันศารทวิษุวัต” (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox)</p>



<p>สำหรับประเทศไทยในวันที่ 23 กันยายน 2562 ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เวลาประมาณ 06.22 น. และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เวลาประมาณ 18.28 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร) หลังจากวันดังกล่าว ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนลงทางใต้เรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2562 จากนั้นจะเคลื่อนกลับทางเหนืออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในหนึ่งปีจะมีวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดีเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือ วันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) ประมาณวันที่ 20 หรือ 21 มีนาคม และ วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) วันที่ 22 หรือ 23 กันยายน ทำให้เป็นวันที่มีเวลากลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="895" height="790" src="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/24-solar-terms-timetable.jpg" alt="" class="wp-image-1561" srcset="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/24-solar-terms-timetable.jpg 895w, https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/24-solar-terms-timetable-350x309.jpg 350w, https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/24-solar-terms-timetable-768x678.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 895px) 100vw, 895px" /></figure>



<p>นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ทำให้ในรอบหนึ่งปี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงที่ใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงที่ไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก จึงไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่า ในฤดูร้อน เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่า ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว</p>



<p><strong>สำหรับคำว่า Equinox (อิควินอกซ์) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน 2 คำ คือ Aequus แปลว่า เท่ากัน และ Nox แปลว่า กลางคืน ดังนั้นจึงแปลรวมกันว่า “กลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน” ส่วน “วิษุวัต” แปลว่า &#8220;จุดราตรีเสมอภาค&#8221; เกิดในช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง จึงเรียกว่า Vernal Equinox (วสันตวิษุวัต) และ Autumnal Equinox (ศารทวิษุวัต)</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="720" src="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-b.jpg" alt="" class="wp-image-1562" srcset="https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-b.jpg 960w, https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-b-350x263.jpg 350w, https://www.techa.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Vernal-Equinox-2019-b-768x576.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure>



<p>&nbsp;เนื่องจากแกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับระนาบโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ในระยะเวลา 1 ปี ที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์</p>



<ol class="wp-block-list"><li>&nbsp;วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ในปี 256 ตรงกับวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง</li><li>วันครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว</li><li>วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ</li><li>วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน</li></ol>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0/">เทศกาลงานชิวฮุง มาจากอะไร?</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>3</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทศกาลงานชิวฮุง มาจากอะไร?</title>
		<link>https://www.techa.or.th/chew-hung-festival-comes-from/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Sep 2019 04:39:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.techa.or.th/navatecha/?p=2748</guid>

					<description><![CDATA[<p>เทศกาลชิวฮุงคือ เทศกาลกึ่งกลางฤดูใบไม้ร่วง ศารทวิษุวัต (mid fall) หรือ autumn equinox เป็นวันที่วงโคจรของโลกเรากับดวงอาทิตย์ตัดกันในตำแหน่งที่ทำให้โลกเรามีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากันพอดี ถือเป็นช่วงกึ่งกลางฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวของประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเขตอบอุ่นและเขตหนาวแล้ว(จีนอยู่ในเขตนี้ด้วย) จึงจะต้องเตรียมการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันการณ์ (ใบไม้ร่วง พืชพรรณ สลัดทิ้งใบทิ้งต้น คนจีนจะเริ่มถนอมอาหารประเภทพืชผักไว้สำหรับฤดูหนาว สัตว์ต่างๆเริ่มสะสมอาหารและจำศีล มนุษย์เริ่มสะสมพืชพันธุ์อาหารด้วย(คนจีนจะเริ่มเข้าเทศกาล กินผัก การกินเจ มาจากรากฐานของการกินผักนี้) เริ่มเข้าสู่การนัดพบกันในการวางแผนเรื่องอาหารให้เพียงพอ จึงเกิดเทศกาลการกินเจ เพราะจะเข้าสู่ฤดูหนาวอันยาวนานถึงสามเดือนแล้ว สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผย 23 กันยายน 2562 เป็นวันศารทวิษุวัต ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้เวลากลางวันเท่ากับกลางคืน ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ &#160; &#160; &#160;นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า วันที่ 23 กันยายนนี้ จะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้เวลาในช่วงกลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ประเทศทางซีกโลกเหนือจะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่า “วันศารทวิษุวัต” (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) สำหรับประเทศไทยในวันที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/chew-hung-festival-comes-from/">เทศกาลงานชิวฮุง มาจากอะไร?</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><strong>เทศกาลชิวฮุงคือ</strong> เทศกาลกึ่งกลางฤดูใบไม้ร่วง ศารทวิษุวัต (mid fall) หรือ autumn equinox เป็นวันที่วงโคจรของโลกเรากับดวงอาทิตย์ตัดกันในตำแหน่งที่ทำให้โลกเรามีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากันพอดี</p></blockquote>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/Vernal-Equinox-2019-d-1024x769-1024x769.jpg" alt="" srcset="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/Vernal-Equinox-2019-d-1024x769.jpg 1024w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/Vernal-Equinox-2019-d-1024x769-550x413.jpg 550w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/Vernal-Equinox-2019-d-1024x769-768x577.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" width="800" height="601"></p>
<p style="padding-left: 40px;">ถือเป็นช่วงกึ่งกลางฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวของประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเขตอบอุ่นและเขตหนาวแล้ว(จีนอยู่ในเขตนี้ด้วย) จึงจะต้องเตรียมการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันการณ์ (ใบไม้ร่วง พืชพรรณ สลัดทิ้งใบทิ้งต้น คนจีนจะเริ่มถนอมอาหารประเภทพืชผักไว้สำหรับฤดูหนาว สัตว์ต่างๆเริ่มสะสมอาหารและจำศีล มนุษย์เริ่มสะสมพืชพันธุ์อาหารด้วย(คนจีนจะเริ่มเข้าเทศกาล กินผัก การกินเจ มาจากรากฐานของการกินผักนี้) เริ่มเข้าสู่การนัดพบกันในการวางแผนเรื่องอาหารให้เพียงพอ จึงเกิดเทศกาลการกินเจ เพราะจะเข้าสู่ฤดูหนาวอันยาวนานถึงสามเดือนแล้ว</p>
<p>										<img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/goutsde.jpg" alt="" srcset="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/goutsde.jpg 698w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/goutsde-550x440.jpg 550w" sizes="auto, (max-width: 698px) 100vw, 698px" width="698" height="559"></p>
<p>สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผย 23 กันยายน 2562 เป็นวันศารทวิษุวัต ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้เวลากลางวันเท่ากับกลางคืน ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า วันที่ 23 กันยายนนี้ จะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้เวลาในช่วงกลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ประเทศทางซีกโลกเหนือจะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่า “วันศารทวิษุวัต” (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox)</p>
<p style="padding-left: 40px;">สำหรับประเทศไทยในวันที่ 23 กันยายน 2562 ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เวลาประมาณ 06.22 น. และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เวลาประมาณ 18.28 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร) หลังจากวันดังกล่าว ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนลงทางใต้เรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2562 จากนั้นจะเคลื่อนกลับทางเหนืออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในหนึ่งปีจะมีวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดีเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือ วันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) ประมาณวันที่ 20 หรือ 21 มีนาคม และ วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) วันที่ 22 หรือ 23 กันยายน ทำให้เป็นวันที่มีเวลากลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน</p>
<p>										<img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/24-solar-terms-timetable.jpg" alt="" srcset="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/24-solar-terms-timetable.jpg 895w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/24-solar-terms-timetable-550x485.jpg 550w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/24-solar-terms-timetable-768x678.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" width="800" height="706"></p>
<p>นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ทำให้ในรอบหนึ่งปี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงที่ใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงที่ไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก จึงไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่า ในฤดูร้อน เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่า ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>สำหรับคำว่า Equinox (อิควินอกซ์) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน 2 คำ คือ Aequus แปลว่า เท่ากัน และ Nox แปลว่า กลางคืน ดังนั้นจึงแปลรวมกันว่า “กลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน” ส่วน “วิษุวัต” แปลว่า &#8220;จุดราตรีเสมอภาค&#8221; เกิดในช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง จึงเรียกว่า Vernal Equinox (วสันตวิษุวัต) และ Autumnal Equinox (ศารทวิษุวัต)</strong></p>
<p>										<img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/Vernal-Equinox-2019-c.jpg" alt="" srcset="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/Vernal-Equinox-2019-c.jpg 960w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/Vernal-Equinox-2019-c-550x413.jpg 550w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/Vernal-Equinox-2019-c-768x576.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" width="800" height="600"></p>
<p>&nbsp;เนื่องจากแกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับระนาบโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ในระยะเวลา 1 ปี ที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์</p>
<ol>
<li>&nbsp;วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ในปี 256 ตรงกับวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง</li>
<li>วันครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว</li>
<li>วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ</li>
<li>วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน</li>
</ol>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/pr20180921_1_04-1024x721.jpg" alt="" srcset="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/pr20180921_1_04-1024x721.jpg 1024w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/pr20180921_1_04-550x387.jpg 550w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/pr20180921_1_04-768x541.jpg 768w, https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2019/09/pr20180921_1_04-130x90.jpg 130w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" width="800" height="563"></p>
<p><strong>Cr: อ.วิศิษฐ์ เตชะเกษม</strong></p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.narit.or.th/" target="_blank" rel="noopener nofollow external noreferrer" data-wpel-link="external">สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)&nbsp;</a></p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/chew-hung-festival-comes-from/">เทศกาลงานชิวฮุง มาจากอะไร?</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย</title>
		<link>https://www.techa.or.th/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Jun 2018 01:49:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[จุลสาร]]></category>
		<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.techa.or.th/navatecha/?p=660</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย ธุรกิจที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทย และสามารถต่อกรกับประเทศอื่นๆบนโลกใบนี้ได้อย่างดีทีเดียว ก็คือธุรกิจการท่องเที่ยว จะเห็นได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย ติดอันดับที่ 9 ของประเทศทั่วโลก โดยปี 2559 มีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย 32.60 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ 29.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นมา 2.7 ล้านคนหรือคิดเป็น 8.9% (ที่มา : United Nations World Tourism Organization) ตามภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่าประเทศที่ติดอันดับ Top 10 เป็นประเทศในทวีปยุโรปถึง 6 ประเทศ( ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี สหราชอาณาจักร และเยอรมันตามลำดับ) ทวีปอเมริกาเหนือ 2 ประเทศ(สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก) ทวีปเอเชีย 2 ประเทศ(สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย) ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่าชาวยุโรปและชาวอเมริกา มีรายได้ประชากรต่อหัวสูง เมื่อเทียบกับคนชาติอื่นๆในทวีปอื่นๆ และการที่ชาวยุโรปมีประเทศติดกัน การเดินทางสะดวก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99/">นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1>นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย</h1>
<p>ธุรกิจที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทย และสามารถต่อกรกับประเทศอื่นๆบนโลกใบนี้ได้อย่างดีทีเดียว ก็คือธุรกิจการท่องเที่ยว จะเห็นได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย ติดอันดับที่ 9 ของประเทศทั่วโลก โดยปี 2559 มีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย 32.60 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ 29.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นมา 2.7 ล้านคนหรือคิดเป็น 8.9% (ที่มา : United Nations World Tourism Organization)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignleft wp-image-675 size-full" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/g.jpg" alt="" width="253" height="320" /></p>
<p>ตามภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่าประเทศที่ติดอันดับ Top 10 เป็นประเทศในทวีปยุโรปถึง 6 ประเทศ( ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี สหราชอาณาจักร และเยอรมันตามลำดับ) ทวีปอเมริกาเหนือ 2 ประเทศ(สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก) ทวีปเอเชีย 2 ประเทศ(สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย) ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่าชาวยุโรปและชาวอเมริกา มีรายได้ประชากรต่อหัวสูง เมื่อเทียบกับคนชาติอื่นๆในทวีปอื่นๆ และการที่ชาวยุโรปมีประเทศติดกัน การเดินทางสะดวก และไม่ต้องขอวีซ่าเวลาจะเข้าประเทศ ในขณะที่ประเทศจีนมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ มีทรัพยากรการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และในกลุ่มประเทศอาเซียนมีประเทศไทยเราประเทศเดียว ที่ติดอันดับ Top 10 น่าชื่นใจจริงๆ</p>
<p>ภาพที่ 1 : จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสากลปี 2559 ที่มา : WIKIPEDIA<br />
ในปัจจุบันบนโลกใบนี้มีประเทศถึง 195 ประเทศโดยที่ 193 ประเทศเป็นสมาชิกสหประชาชาติขณะที่อีก 2 ประเทศยังเป็นแค่เพียง Non-Member Observer States ซึ่งได้แก่ประเทศ The Holy See และ The State of Palestine<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-683" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/8.jpg" alt="" width="756" height="589" /></p>
<p>(ที่มา : http://www.worldometers.info/)</p>
<p>สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของธุรกิจท่องเที่ยวของไทย นอกจากธุรกิจเหล่านี้จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยแล้วหลายปีที่ผ่านมา ทั้งไปรับบริหารกิจการโรงแรม และรีสอร์ทต่างๆในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไมเนอร์อินเตอร์ เซ็นทรัล ดุสิตธานี ๆลๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความแข็งแกร่งมาก ถึงขนาดที่ไปเทคโอเวอร์กลุ่มโรงแรมต่างชาติ อย่างเช่นกลุ่มไมเนอร์อินเตอร์ที่ไปเทคกลุ่มโรงแรม TIVOLI ในโปรตุเกส และบราซิล เมื่อต้นปี 2558 รวมทั้งโรงแรมในกลุ่มของ Oaks Hotels and Resorts</p>
<p>เมื่อมาดูจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยปี ตั้งแต่ ปี 2550 ถึง 2559(ภาพที่ 2)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-684" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/9.jpg" alt="" width="933" height="518" />จะเห็นได้ว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี ในอัตราที่โตพอสมควร โดยบางปีโตมากกว่า 30% เสียด้วย มีอยู่เพียง 2 ปีที่มีอัตราการเติบโตติดลบ คือปี 2552 ซึ่งในปีนั้นเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย ช่วงเมษายน หรือ สงกรานต์เลือด เป็นเหตุการณ์การเดินขบวนทางการเมืองในกรุงเทพมหานครและพัทยา เพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และมีการสลายการชุมนุมด้วยทหารตามมา ช่วงที่การประท้วงถึงขีดสุด มีผู้ประท้วงมากถึง 100,000 คน จนรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และปี 2557 ซึ่งได้เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 22 พฤษภาคม ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ที่จองโรงแรมไปแล้วก็ขอยกเลิก ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องมีความซบเซา ซึ่งส่งผลกระทบกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยใน 2 ปีนั้นเป็นอย่างมาก</p>
<p>ภาพที่ 2 : สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทย ปี 2550 ถึง 2559<br />
ที่มา : กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย</p>
<p>เมื่อมาชำแหละดูจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยปี 2553 ถึง 2559(ภาพที่ 3) ถ้านับเป็นรายประเทศ จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวจีนเป็นอันดับที่ 1 ซึ่งเริ่มเข้ามาติดอันดับที่ 1 ตั้งแต่ปี 2555 แล้วก็ติดอันดับที่หนึ่งมาตลอด ถ้าดูจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งมีจำนวน 777,508 คน จนถึงปีล่าสุดคือปี 2559 มีจำนวน 8,757,466 คน เท่ากับว่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นมาถึง 7,979,958 คน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นมาถึง 1,026.35% ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมาก<br />
10 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2559</p>
<p>* ประเทศในกลุ่มอาเซียน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-685" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/10.jpg" alt="" width="800" height="656" /><br />
ภาพที่ 3 : 10 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2559<br />
ที่มา : กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย</p>
<p>ตารางได้แสดงให้เห็นถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งสัดส่วนของนักท่องเที่ยวแต่ละชาติใน 10 อันดับแรกที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย โดยมีนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเริ่มเข้ามาติดอันดับที่ 1 ตั้งแต่ปี 2555 แล้วก็ติดอันดับที่หนึ่งมาตลอดจนถึงปีล่าสุด(2559) จากเคยที่มาแค่ท่องเที่ยวเฉยๆ แล้วคงมีบางกลุ่มที่มาเที่ยวแล้วไม่ยอมกลับ ที่ผมพูดอย่างนั้น เพราะผมสังเกตเห็นว่าคอนโดแห่งหนึ่งที่ผมซื้อไว้ มีคนจีนอยู่ค่อนข้างมาก ดูลักษณะท่าทางว่าจะมาปักหลักอาศัยอยู่ในเมืองไทยเป็นแน่ ไม่รู้ทางหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ได้สังเกตเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในประเทศไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่กลับออกไป มีปริมาณแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหนบ้างหรือเปล่า แต่ที่ผมจะเน้นในบทความนี้คือนักท่องเที่ยวจีนยุคหลังๆนี้ นอกจากมาท่องเที่ยวแล้วยังมาดูช่องทางในการลงทุนคอนโด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำในประเทศจีน และความหวาดกลัวในทรัพย์สินของชาวจีน จากมาตรการของรัฐบาลจีน อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่า ราคาคอนโดในเมืองไทยยังนับว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆในประเทศจีน รวมทั้งผลตอบแทนจากการเช่าก็ยังถือว่าค่อนข้างดี และกระบวนการซื้อขายก็ไม่ซับซ้อน เมื่อเทียบกับบางประเทศรวมทั้งเงินผ่อนดาวน์และค่าใช้จ่ายในการโอนถือว่าไม่สูงนัก<br />
จากที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติที่มาซื้อคอนโดในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นชาวฮ่องกงและสิงคโปร์ และเนื่องจากความต้องการภายในประเทศใน 2 ปีที่ผ่านมา อยู่ในภาวะซบเซา จึงทำให้ Developer จำเป็นต้องเข้าไปขยายฐานในต่างประเทศ(ปัจจุบันนักลงทุนมาเลเซียก็เข้ามาซื้อคอนโดในประเทศไทยมากขึ้นเหมือนกัน) โดยข้อมูลจาก Baidu พบว่าประเทศไทยติดอันดับที่ 7 ของโลก ที่ชาวจีนค้นหาข้อมูลเพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยไทยเป็นอันดับที่ 2 เมื่อเทียบกับประเทศทั้งหมดในอาเซียน โดยรองจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น คงจะเป็นเพราะว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเรามีกีฬาสีกันต่อเนื่องยาวนาน จึงทำให้เสน่ห์ของประเทศไทยลดลง และอีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ ทางรัฐบาลมาเลเซียได้วางแผนมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ในการเสนอวีซ่าระยะยาวแก่ชาวต่างชาติ ให้สามารถมาอาศัยอยู่ในมาเลเซียได้สูงสุดถึง 10 ปี เมื่อซื้ออสังหาภายใต้โปรแกรม &#8220;Malaysia My Second Home (MM2H)&#8221; โดยมี 2 เมืองหลักที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจคือ กัวลาลัมเปอร์ และปีนัง จริงๆแล้วประเทศไทยเราก็มีโครงการ Thailand Elite ในสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่ด้วยที่ทำไม่จริงจังก็เลยไม่ประสบความสำเร็จ<br />
สำหรับคอนโดในกรุงเทพ นักลงทุนจีนนิยมที่จะลงทุนในเขตใจกลางเมือง หรือไม่ไกลจากใจกลางเมืองนัก โดยจะต้องเดินทางได้สะดวกด้วยระบบรถไฟฟ้า นอกจากจะลงทุนในคอนโดกรุงเทพแล้ว ที่เมืองท่องเที่ยวอื่นๆอย่างเช่น เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต ก็เป็นเป้าหมายในการลงทุนคอนโด ของนักลงทุนจีนด้วยเช่นกัน<br />
ชาวต่างชาติที่จะซื้ออสังหาในมาเลเซียในลักษณะที่เป็น Freehold จะต้องเป็นอสังหาได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นแนวราบหรือแนวสูง ที่มีมูลค่ามากกว่า 500,000-2 ล้าน RM(4 ล้าน-16 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับว่าจะซื้ออสังหาที่เมืองไหนหรือรัฐไหน(ตามภาพที่ 1) ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถซื้อที่ดินหรือบ้านแนวราบในประเทศไทยได้ แต่สามารถซื้อคอนโดได้โดยไม่จำกัดราคา โดยมี Foreign Limit อยู่ที่ 49 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และชาวต่างชาติสามารถขอสินเชื่อได้สูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ตกลงซื้อขายสำหรับโครงการที่อยู่ในโปรแกรม MM2H ในขณะที่โครงการที่ไม่อยู่ใน MM2H จะกู้ได้เพียง 70% ของราคาซื้อขายเท่านั้น ส่วนนักลงทุนต่างชาติที่จะซื้อคอนโดในประเทศไทยไม่สามารถที่จะขอสินเชื่อได้ จะต้องนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อการซื้อเท่านั้น และทางประเทศจีนก็ยังมีข้อจำกัดในการนำเงินตราออกนอกประเทศของชาวจีน จึงทำให้การซื้อคอนโดในประเทศไทยของชาวจีน มีปัญหาและอุปสรรคมากมาย อย่างไรก็ตามผมก็เห็นมี DEVELOPER หลายรายจากเมืองไทย ไปทำการเสนอขายคอนโดที่เมืองจีนหลายรายอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะรายใหญ่ๆ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-686" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/11.jpg" alt="" width="789" height="990" />จริงๆแล้วอยากให้รัฐบาลไทยส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเข้ามาซื้อคอนโดในเมืองไทย โดยให้อภิสิทธิ์บางอย่าง อย่างเช่นวีซ่าระยะยาวเหมือนที่มาเลเซียให้เป็นต้น ที่จริงแล้วการขายคอนโด ก็เหมือนกับการขายสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้วัตถุดิบภายในประเทศเกือบทั้งหมด ให้ชาวต่างชาติโดยที่ไม่ต้องส่งออก และชาวต่างชาติเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะนำสินค้าชนิดนี้ ออกไปนอกราชอาณาจักรไทยได้ เพียงแต่ว่าคอนโดดังกล่าว ควรจะมีราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อไม่ให้กระทบกับ DEMAND และราคาคอนโดในระดับล่าง ซึ่งจะทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทย เพิ่มขึ้นได้อีกเป็นจำนวนมาก อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไว้พิจารณาดูนะครับ<br />
ที่มา: กิติชัย เตชะงามเลิศ 21/12/60</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99/">นักท่องเที่ยวจีนกับคอนโดไทย</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลยุทธ์หุ้นไทย ไตรมาส 2/2561</title>
		<link>https://www.techa.or.th/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa-2-2561/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Jun 2018 01:35:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.techa.or.th/navatecha/?p=661</guid>

					<description><![CDATA[<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa-2-2561/">กลยุทธ์หุ้นไทย ไตรมาส 2/2561</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-662 size-large" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/1-673x1024.jpg" alt="" width="673" height="1024" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-663" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/3.jpg" alt="" width="673" height="972" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-664 size-large" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/4-781x1024.jpg" alt="" width="781" height="1024" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-665" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/5.jpg" alt="" width="899" height="1372" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-666" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/6.jpg" alt="" width="876" height="1384" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-673 size-thumbnail" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/2-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa-2-2561/">กลยุทธ์หุ้นไทย ไตรมาส 2/2561</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สถาบันครอบครัว คือกำลังหลักของสังคม</title>
		<link>https://www.techa.or.th/%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Jun 2018 00:24:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.techa.or.th/navatecha/?p=650</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันครอบครัว คือกำลังหลักของสังคม สถาบันครอบครัว (Family Unit) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะกำหนดอนาคตความเป็นไปของสังคม  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัส มีใจความว่า ความเป็นครอบครัวที่เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันระหว่างเครือญาติ คือจุดแข็งของคนไทย ที่ยากจะหาได้ในสังคมตะวันตก ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง คนในครอบครัวได้รับการบ่มเพาะให้เติบโตมาเป็นคนดี สังคมก็ยากที่จะอ่อนแอ  ตรงกันข้ามถ้าครอบครัวอ่อนแอ ขาดการอบรมสั่งสอนให้เด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตนั้น เป็นคนมีศีลธรรม ก็ยากที่สังคมนั้นจะเข้มแข็ง &#160; ผู้ใหญ่ในครอบครัวที่สามารถอบรมสมาชิกให้เป็นเด็กดี มีวินัย และมีศีลธรรมตั้งแต่อายุยังน้อย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อคุณภาพของสังคมในอนาคต  เพราะความดี หากถูกปลูกฝังอยู่ในทัศนคติ(สันดาร)ของคนๆนั้น แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคตินั้น ส่วนความเก่งเป็นเรื่องของทักษะ ซึ่งทักษะสามารถฝึกฝนได้ง่ายกว่าการพยายามเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยของคนๆหนึ่ง ผมโชคดีที่ได้รู้จักครอบครัวหนึ่งอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็ง ซึ่งผมเชื่อว่าครอบครัวนี้สามารถเป็น&#8217;ครอบครัวตัวอย่าง&#8217;ให้กับสังคมได้  ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสของครอบครัวนี้ เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ผลลัพธ์ที่ดีจึงตกมาอยู่กับสมาชิกรุ่นลูก รุ่นหลาน ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีนโยบายการพบปะกันระหว่างสมาชิกเดือนละหนึ่งครั้ง และทุกเทศกาลสำคัญๆเป็นอย่างน้อย โดยสมาชิกทุกคนให้ความสำคัญกับวันนี้ และมักจะไม่พลาดการนัดหมาย ซึ่งเป็นอย่างนี้มาต่อเนื่องยาวนาน  วันนั้นจะเป็นวันที่สมาชิกของครอบครัวหลายสิบหรือเกือบร้อยชีวิต ทั้งผู้อาวุโส ผู้ใหญ่ วัยรุ่นและเด็กเล็ก ได้พบปะกัน ปรับทุกข์ คุยสุขซึ่งกันและกัน ส่วนเด็กๆนอกจากจะได้ทำกิจกรรมร่วมกันแล้ว ยังได้ทยอยซึมซับวัฒนธรรมครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งผู้ใหญ่ได้วางแนวทางไว้ให้เป็นอย่างดี  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/">สถาบันครอบครัว คือกำลังหลักของสังคม</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันครอบครัว คือกำลังหลักของสังคม</strong></p>
<p>สถาบันครอบครัว (Family Unit) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะกำหนดอนาคตความเป็นไปของสังคม  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัส มีใจความว่า</p>
<blockquote><p>ความเป็นครอบครัวที่เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันระหว่างเครือญาติ คือจุดแข็งของคนไทย ที่ยากจะหาได้ในสังคมตะวันตก ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง คนในครอบครัวได้รับการบ่มเพาะให้เติบโตมาเป็นคนดี สังคมก็ยากที่จะอ่อนแอ  ตรงกันข้ามถ้าครอบครัวอ่อนแอ ขาดการอบรมสั่งสอนให้เด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตนั้น เป็นคนมีศีลธรรม ก็ยากที่สังคมนั้นจะเข้มแข็ง</p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-819 alignright" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/12.jpg" alt="" width="374" height="561" />ผู้ใหญ่ในครอบครัวที่สามารถอบรมสมาชิกให้เป็นเด็กดี มีวินัย และมีศีลธรรมตั้งแต่อายุยังน้อย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อคุณภาพของสังคมในอนาคต  เพราะความดี หากถูกปลูกฝังอยู่ในทัศนคติ(สันดาร)ของคนๆนั้น แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคตินั้น ส่วนความเก่งเป็นเรื่องของทักษะ ซึ่งทักษะสามารถฝึกฝนได้ง่ายกว่าการพยายามเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยของคนๆหนึ่ง</p>
<p>ผมโชคดีที่ได้รู้จักครอบครัวหนึ่งอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็ง ซึ่งผมเชื่อว่าครอบครัวนี้สามารถเป็น&#8217;ครอบครัวตัวอย่าง&#8217;ให้กับสังคมได้  ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสของครอบครัวนี้ เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ผลลัพธ์ที่ดีจึงตกมาอยู่กับสมาชิกรุ่นลูก รุ่นหลาน</p>
<p>ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีนโยบายการพบปะกันระหว่างสมาชิกเดือนละหนึ่งครั้ง และทุกเทศกาลสำคัญๆเป็นอย่างน้อย โดยสมาชิกทุกคนให้ความสำคัญกับวันนี้ และมักจะไม่พลาดการนัดหมาย ซึ่งเป็นอย่างนี้มาต่อเนื่องยาวนาน  วันนั้นจะเป็นวันที่สมาชิกของครอบครัวหลายสิบหรือเกือบร้อยชีวิต ทั้งผู้อาวุโส ผู้ใหญ่ วัยรุ่นและเด็กเล็ก ได้พบปะกัน ปรับทุกข์ คุยสุขซึ่งกันและกัน ส่วนเด็กๆนอกจากจะได้ทำกิจกรรมร่วมกันแล้ว ยังได้ทยอยซึมซับวัฒนธรรมครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งผู้ใหญ่ได้วางแนวทางไว้ให้เป็นอย่างดี  เมื่อสมาชิกจำนวนมากได้พบปะกันอย่างต่อเนื่องความสามัคคีเดิมที่มีอยู่ ก็ยิ่งพัฒนาให้เกิดความเหนียวแน่นมากขึ้น<br />
ครอบครัวที่จะทำแบบนี้ให้ประสบความสำเร็จได้ต้องประกอบด้วยปัจบัยสำคัญ 2 ประการ</p>
<ol>
<li><strong>ต้องเป็นครอบครัวที่สมาชิกมีวินัยและมีความรักใคร่สามัคคีกัน</strong></li>
<li><strong>ต้องเป็นครอบครัวที่มีรายได้ดี คือ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย</strong></li>
</ol>
<p>ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ เพราะบางครอบครัวที่สมาชิกมีความรักใคร่กัน แต่หากมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ลำพังแค่ต่างคนต่างทำมาหากิน ปากกัดตีนถีบ ก็แทบไม่มีเวลาให้ตัวเองแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่จะจัดสรรเวลาการพบปะกับสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆอย่างพร้อมหน้าเป็นการประจำได้ แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือ ครอบครัวที่มีรายได้ดี มีทรัพย์สินมากมาย แต่สุดท้ายสมาชิกไม่มีความสามัคคี บางทีก็มีความบาดหมางกันถึงขั้นเลือดตกยางออก เพราะฉะนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ครอบครัวกลับมาเข้มเข็งและอบอุ่นได้ดังเดิม<br />
แต่ใช่ว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่อ่อนแอ จะเติบโตเป็นคนมีคุณภาพไม่ได้ เพียงแต่ว่าครอบครัวที่เข้มแข็งนั้น อาจมีโอกาสมากกว่าที่จะบ่มเพาะให้ลูกหลานเป็นคนดีของสังคม</p>
<p>สิ่งที่สำคัญก็คือ เมื่อไหร่ที่คนที่มีโอกาสดีกว่า มีโอกาสมากกว่าคนอื่นในสังคม สามารถแบ่งปันโอกาสเหล่านั้นให้คนที่ขาดแคลนกว่าได้ เพื่อบรรเทาความเหลื่อมล้ำและช่วยลดภาระปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่องและเป็นวงกว้างแล้ว หลายปัญหาสังคมคงจะค่อยๆลดลง สวัสดิภาพความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อทุกคน รวมถึงคนที่ได้ปันโอกาสนั้นออกไปด้วย</p>
<p>เขียนโดย <a href="https://www.blogger.com/profile/01360305141988165863">TLTG &#8211; Juttasipos Lertchaiprasert </a>ที่ <a href="http://bangkokd.blogspot.com/2018/04/blog-post.html">22:19:00</a></p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/">สถาบันครอบครัว คือกำลังหลักของสังคม</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันปราบดาภิเษก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช</title>
		<link>https://www.techa.or.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a9%e0%b8%81-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Jun 2018 00:22:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.techa.or.th/navatecha/?p=648</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในเรื่องของการปราบดาภิเษกของพระองค์ เนื่องจากว่า ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ นี้ จะครบรอบ ๒๕๐ ปี แห่งการขึ้นครองราชย์ ซึ่งทุกวันที่ ๒๘ ธันวาคม พวกเราชาวสมาคมเตชะสัมพันธ์จะไปร่วมเดินเทิดพระเกียรติและวางพานพุ่มเพื่อสักการะพระองค์ที่พระบรมราชานุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ สำหรับความเป็นมาของพิธีปราบดาภิเษกขึ้นเสวยราชย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มิได้มีปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารใด ๆ เลย เพียงแต่มีนักวิชาการในรุ่นก่อน ได้ตีความเอาจากในพระราชพงศาวดารว่า “..ครั้นถึง ณ วันอังคารเดือนอ้ายแรมสี่ค่ำปีชวดสัมฤทธิศกเพลาเช้าโมงเศษเสด็จออก ณ ท้องพระโรง พร้อมด้วยท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายผู้ใหญ่ผู้น้อย..” จึงยึดถือเอาวันที่ปรากฏนี้ เป็นวันปราบดาภิเษก พอเอาไปเทียบปฏิทิน ๑๐๐ ปี ก็จะไปตรงกับวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๑๑ กระทั่งมาถึงปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดธนบุรี (ในเวลานั้น) ซึ่งเป็นผู้ผลักดันในการจัดสร้าง ได้นำเสนอต่อรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้กำหนดวันประจำปีสำหรับเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยให้ใช้วันปราบดาภิเษกเป็นหลัก แต่ได้เกิดปัญหาขึ้นเมื่อ ทางราชการได้คำนวณวันคลาดเคลื่อนไป ได้ออกหนังสือกำหนดการเป็นวันที่ ๒๗ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a9%e0%b8%81-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3/">วันปราบดาภิเษก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขอนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในเรื่องของการปราบดาภิเษกของพระองค์ เนื่องจากว่า ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ นี้ จะครบรอบ ๒๕๐ ปี แห่งการขึ้นครองราชย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-824" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/32-e1530583981200.jpg" alt="" width="500" height="329" /></p>
<h4><strong>ซึ่งทุกวันที่ ๒๘ ธันวาคม พวกเราชาวสมาคมเตชะสัมพันธ์จะไปร่วมเดินเทิดพระเกียรติและวางพานพุ่มเพื่อสักการะพระองค์ที่พระบรมราชานุสาวรีย์วงเวียนใหญ่</strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-826" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/taksin36.jpg" alt="" width="500" height="281" /></p>
<p>สำหรับความเป็นมาของพิธีปราบดาภิเษกขึ้นเสวยราชย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มิได้มีปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารใด ๆ เลย เพียงแต่มีนักวิชาการในรุ่นก่อน ได้ตีความเอาจากในพระราชพงศาวดารว่า</p>
<p><strong>“..ครั้นถึง ณ วันอังคารเดือนอ้ายแรมสี่ค่ำปีชวดสัมฤทธิศกเพลาเช้าโมงเศษเสด็จออก ณ ท้องพระโรง พร้อมด้วยท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายผู้ใหญ่ผู้น้อย..”</strong></p>
<p>จึงยึดถือเอาวันที่ปรากฏนี้ เป็นวันปราบดาภิเษก พอเอาไปเทียบปฏิทิน ๑๐๐ ปี ก็จะไปตรงกับวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๑๑</p>
<p>กระทั่งมาถึงปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดธนบุรี (ในเวลานั้น) ซึ่งเป็นผู้ผลักดันในการจัดสร้าง ได้นำเสนอต่อรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้กำหนดวันประจำปีสำหรับเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยให้ใช้วันปราบดาภิเษกเป็นหลัก</p>
<p>แต่ได้เกิดปัญหาขึ้นเมื่อ ทางราชการได้คำนวณวันคลาดเคลื่อนไป ได้ออกหนังสือกำหนดการเป็นวันที่ ๒๗ ธันวาคม นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ ทราบเรื่องเข้า จึงรีบส่งหนังสือไปขอแก้ไขวัน ให้เป็นวันที่ ๒๘ ธันวาคมแทน ทางกระทรวงวัฒนธรรมจึงมีหนังสือออกมาใหม่ ให้ใช้วันที่ ๒๘ ธันวาคม เป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี (ในเวลานั้น พระนามทางราชการยังเอ่ยพระนามเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ จึงได้เปลี่ยนเป็น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-827" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/33.jpg" alt="" width="532" height="534" /></p>
<p>แต่ทว่า ในเวลานั้น กำหนดการที่ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ได้ถูกส่งออกไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว นายทองอยู่ พุฒพัฒน์จึงต้องรีบเร่งทำงานแข่งกับเวลา ไปชี้แจงหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับกำหนดการเดิมไป ให้แก้ไขเป็นวันที่ ๒๘ ธันวาคม<br />
ในที่สุด ปัญหาเรื่องวันที่คลาดเคลื่อนก็สามารถแก้ไขได้ด้วยความมุมานะของนายทองอยู่ กำหนดการได้ถูกแก้ไขให้ถูกต้องเป็นวันที่ ๒๘ ธันวาคม เป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-828" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/34.jpg" alt="" width="817" height="960" /><br />
สำหรับการประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไม่ได้มีปรากฏในเอกสารใด อาจเป็นเพราะว่า ในขณะนั้นสถานการณ์ของบ้านเมืองยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ในนิราศกวางตุ้ง ซึ่งพระยามหานุภาพได้แต่งบรรยายเหตุการณ์การเดินกองเรือราชทูตจากกรุงธนบุรีไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีที่เมืองจีน มีอยู่ช่วงหนึ่ง ได้รจนาถึงการนำเอาความดีงามมาเปรียบเทียบกับเครื่องราชเบญจกกุธภัณฑ์ ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-829" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/klon.png" alt="" width="800" height="500" /></p>
<p>มาถึงตรงนี้ หวังว่า ท่านผู้อ่านคงจะได้ข้อมูลว่าวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และวันที่ ๒๘ ธันวาคมของปีนี้ จะครบ ๒๕๐ ปี แห่งการปราบดาภิเษก จึงขอให้ทุกท่านได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์กันครับ</p>
<p style="text-align: right;"><strong>สุชาติ  กนกรัตน์มณี</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ประธานชมรมตามรอยเจ้าตาก</strong></p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a9%e0%b8%81-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3/">วันปราบดาภิเษก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>NAVA THANKYOU PARTY WITH อ.วิศิษฎ์ เตชะเกษม</title>
		<link>https://www.techa.or.th/nava-thankyou-party-%e0%b8%ad-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Jun 2018 00:19:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.techa.or.th/navatecha/?p=646</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 อาเจ๊กไพศาล  พิสุทธิ์วัชระกุล อุปนายกสมาคมเตชะสัมพันธ์ ได้กรุณาจัดเลี้ยงคณะทำงานชมรมนวเตชะ  ที่โรงแรมมณเฑียร (สุรวงศ์) ในงานนอกจากท่านจะได้ให้โอวาท และขอบใจเหล่าชาวนวเตชะที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ จัดงาน จัดกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะผู้บริหารสมาคมอย่างแข็งขันตลอดปี 2560  วันนั้น พวกเราก็ได้รับเกียรติจากอาจารย์วิศิษฎ์  เตชะเกษม สถาปนิกมือหนึ่งและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มาอภิปรายเรื่อง “ทิศทางของธุรกิจตามหลักโหราศาสตร์แบบจีนและวิชาฮวงจุ้ย”  เนื่องจากอาจารย์ได้สละเวลาอภิปรายเกีอบสองชั่วโมง จุลสารจึงได้ตัดแค่ท่อนแรกมาตีพิมพ์ ให้สมาชิกได้อ่านเป็นน้ำจิ้ม และจะสามารถติดตามเนื้อหาทั้งหมดได้จากเวปไซด์ของสมาคม ตาม QRcode ท้ายบทความครับ &#160; &#160; &#160; เอาล่ะ ผมขออยากจะเริ่มต้น เนื้อหาจริง ๆ วันนี้ ค่อนข้างเยอะ ผมอาจจะตัดบางส่วน แต่มีเรื่องหนึ่ง ตอนท้ายผมอยากจะแถมว่า เราจะตั้งโต๊ะอย่างไร สำหรับใคร เพื่อให้ได้เกิดความมั่นคง ขณะเดียวกัน มั่นคงแล้วยังมีผู้ใหญ่เกื้อหนุน มี ‘กุ๊ยนั้ง’ หรือถ้าเป็นการค้าขาย เปรียบเสมือนกับมีลูกค้ามาสนับสนุน ต่อมา เราต้องมีอีกอันหนึ่ง เค้าเรียกว่า ‘ไฉ่ซิ้ง’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/nava-thankyou-party-%e0%b8%ad-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a1/">NAVA THANKYOU PARTY WITH อ.วิศิษฎ์ เตชะเกษม</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignleft wp-image-689 " src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/visit2.jpg" alt="" width="235" height="314" />เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561</p>
<p>อาเจ๊กไพศาล  พิสุทธิ์วัชระกุล อุปนายกสมาคมเตชะสัมพันธ์ ได้กรุณาจัดเลี้ยงคณะทำงานชมรมนวเตชะ  ที่โรงแรมมณเฑียร (สุรวงศ์) ในงานนอกจากท่านจะได้ให้โอวาท และขอบใจเหล่าชาวนวเตชะที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ จัดงาน จัดกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะผู้บริหารสมาคมอย่างแข็งขันตลอดปี 2560  วันนั้น พวกเราก็ได้รับเกียรติจากอาจารย์วิศิษฎ์  เตชะเกษม สถาปนิกมือหนึ่งและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มาอภิปรายเรื่อง “ทิศทางของธุรกิจตามหลักโหราศาสตร์แบบจีนและวิชาฮวงจุ้ย”  เนื่องจากอาจารย์ได้สละเวลาอภิปรายเกีอบสองชั่วโมง จุลสารจึงได้ตัดแค่ท่อนแรกมาตีพิมพ์ ให้สมาชิกได้อ่านเป็นน้ำจิ้ม และจะสามารถติดตามเนื้อหาทั้งหมดได้จากเวปไซด์ของสมาคม ตาม QRcode ท้ายบทความครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เอาล่ะ ผมขออยากจะเริ่มต้น เนื้อหาจริง ๆ วันนี้ ค่อนข้างเยอะ ผมอาจจะตัดบางส่วน แต่มีเรื่องหนึ่ง ตอนท้ายผมอยากจะแถมว่า เราจะตั้งโต๊ะอย่างไร สำหรับใคร เพื่อให้ได้เกิดความมั่นคง ขณะเดียวกัน มั่นคงแล้วยังมีผู้ใหญ่เกื้อหนุน มี ‘กุ๊ยนั้ง’ หรือถ้าเป็นการค้าขาย เปรียบเสมือนกับมีลูกค้ามาสนับสนุน ต่อมา เราต้องมีอีกอันหนึ่ง เค้าเรียกว่า ‘ไฉ่ซิ้ง’ คือเรานั่งมั่นคง มี ‘ กุ๊ยนั้ง’ แต่ต้องมีโชคลาภด้วย บางคน กุ๊ยนั้ง ใหญ่ สนับสนุนน่าดู ให้งานทำเต็ม แต่ไม่เคยได้เลื่อนขั้นเลย อันนี้ก็เป็นปัญหาอีกอันหนึ่ง แต่ว่า วันนี้ ผมได้รวบรวมวิชานี้ขึ้นมา เพื่อให้พวกเราสามารถเอากลับไปใช้ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignright wp-image-692 size-full" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/06/visit.jpg" alt="" width="350" height="487" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผมเริ่มต้นอย่างนี้เลยว่า</p>
<p>วิชา “ฮวงจุ้ย” นั้นไม่ใช่สิ่งลี้ลับ หากมีวลีหนึ่งที่กล่าวถึง หลักสำคัญของความสำเร็จของการกระทำใดๆ คือ ให้รู้ทัน 3 ประการ คือ “รู้ฟ้า รู้ดิน รู้คน” หรือกล่าวในสำเนียงจีนเตวี่ยจิวว่า “เทียนซี๊ ตี่หลี หนั่งฮั้ว”<br />
หนึ่ง “เทียนซี้” แปลว่า “เวลาสวรรค์” หรือ “เวลาฟ้า” หมายถึง ช่วงเวลาที่จะกระทำสิ่งใดๆนั้น เป็นเวลาที่ดีไหม เป็นโอกาสที่เหมาะสมหรือไม่ (“เวลา” ก็คือ การผันแปรของจักรวาล ดวงดาว)</p>
<p>สอง “ตี่หลี” แปลว่า “ประโยชน์จากแผ่นดิน” หมายถึง สถานที่ ทำเล สภาพแวดล้อม ดีหรือไม่ ทำเล สถานที่ ที่เราจะไปค้าขายทำธุรกิจนั้น เหมาะสมไหมกับธุรกิจของเราหรือไม่ (เช่น จะทำธุรกิจอาหารเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู ในทำเลสถานที่ ที่อยู่ในสังคมของศาสนามุสลิม ก็คงไม่เหมาะสมแน่นอน)</p>
<p>สาม “หนั่งฮั้ว” แปลว่า “บุคคลสัมพันธ์” หรือ “ประสานบุคคล” หมายถึง บุคลากร หรือ คน มีศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรู้ ความชำนาญ หรือมีความสามารถ ในการประสานปัจจัย ประยุกต์เรื่องราว เหตุผล เทคนิค ขบวนการต่างๆ ให้บังเกิดความสำเร็จ เข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืนหรือไม่</p>
<p>สมมติว่า เราขายข้าวหมูแดง ที่อร่อยมากที่สุดในโลกระดับ Michellin Star ให้ 7 ดาว สูตรการปรุงจากฮ่องกงที่อร่อยมาก โดยเราอยากจะขายให้คนไทยที่ยังไม่มีเคยรับประทานได้มีโอกาสลิ้มรสทดลองดูบ้าง เราจึงดำเนินการเปิดร้านขายข้าวหมูแดงที่แสนอร่อยในช่วงเวลากลางคืน แต่ปรากฏว่าเปิดร้านขายข้าวหมูแดงตอนกลางคืน ลูกค้าน้อยกว่าขายกลางวันมาก เพราะคนส่วนมากจะไม่นิยมรับประทานอาหารหนักๆกันในช่วงเวลากลางคืน เช่นนี้ เรียกว่า “เทียนซี๊” ไม่เหมาะสม</p>
<p>ดังนั้น หากเราทำธุรกิจอะไรก็ตามที่มันไม่เหมาะสมกับเวลา แน่นอน เราจะไม่ได้รับความสำเร็จ ดังวลีจีน คำว่า “โถ่ยซี๊” ก็คือ การเลือกเวลาสวรรค์ หรือความหมายคือ “ฤกษ์ดี” นั้นเอง<br />
แต่แม้ว่า เราได้ปรับมาขายข้าวหมูแดง ในช่วงเวลากลางวันที่คนส่วนใหญ่รับประทานอาหารกันแล้ว แต่เราไปเปิดกิจการร้านค้าในทำเลที่ท้ายซอยที่ไกลชุมชน ในขณะที่คู่แข่งอื่นๆที่ขายข้าวหมูแดงเหมือนกัน ที่แม้ว่าจะอร่อยถูกปากน้อยกว่าเรามาก แต่ทำเลที่ขายอยู่ในเขตชุมชน ที่มีผู้คน ลูกค้าหนาแน่นกว่า ใกล้ชุมชน ใกล้สังคม แน่นอน คู่แข่งนี้ย่อมได้เปรียบกว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกตัวอย่างหนึ่ง คือเรื่องความเป็นมาของร้านสะดวกซื้อ “7-11” ซึ่ง concept ครั้งแรกของ “7-11” คือการนำร้านสะดวกซื้อเข้าไปบริหารถึงในหมู่บ้าน ดำเนินธุรกิจนานเกือบสิบปี แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ ถึงกับขาดทุน ช่วงนั้นนักธุรกิจชาวไต้หวัน ขอซื้อธุรกิจ “7-11” จากอเมริกาไปทำที่ไต้หวัน และได้ตั้งสมมติฐานใหม่ พบว่า การคาดหวังจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ในหมู่บ้านให้เป็นลูกค้าหลักในหมู่บ้านนั้น เป็นการวางสถานที่กลุ่มเป้าผิด จึงลองตั้งสมมติฐานใหม่ ย้ายออกไปจากหมู่บ้าน โดยช่วงระยะแรกๆ ตั้งอยู่ตามหัวมุมถนน ปรากฏว่าได้จำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมาก และประสบความสำเร็จ และได้พบว่า จำนวนปริมาณ ลูกค้าส่วนมากไม่ใช่คนที่อยู่ในบ้านแล้วจะออกมาซื้อของเพียงชิ้นสองชิ้น เพราะส่วนใหญ่บ้านตามหมู่บ้าน มักจะสำรองอาหารการกินไว้พร้อม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกทั้ง คนไต้หวัน ในวันทำงาน จะไม่นิยมกินอาหารเช้ากันที่บ้าน เพราะจะทำให้ออกมาทำงานสาย เนื่องจากความหนาแน่นของมวลชน ประกอบกับการจราจรที่ติดขัดมาก จึงนิยมออกจากบ้านกันแต่เช้า ทานอาหารแบบเร่งรีบ ตามร้านข้างทาง หรือสถานที่ใกล้ๆสถานีรถขนส่งมวลชน ป้ายรอรถเมล์โดยสารสาธารณะ อนึ่ง ชาวไต้หวันนิยมรับประทานแป้ง “หม่านโถว” หรือที่เราเรียกว่า “ซาลาเปา” กันเป็นอาหารจานด่วนในมื้อเช้า “7-11” จึงคิดทำซาลาเปาขายใน “7-11” ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก จากนั้นมา ซาลาเปา จึงกลายเป็นสินค้าที่อยู่คู่กับ “7-11” ตลอดมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นี้คือความสำคัญของคำว่า “ทำเล” หรือ “ตี่หลี”</p>
<p>ตัวที่สาม “หนั่งฮั้ว” เราต้องทราบว่า เราจะขายสินค้าอะไรที่เราถนัด เก่ง มีความเชี่ยวชาญ รู้จริง ในสินค้านั้นๆ จะขายสินค้าให้กับใคร ใครคือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลักของเรา มีปริมาณมากเพียงพอต่อการขยายกิจการ พอเหมาะต่อการเจริญเติบโตทางธุรกิจ คุ้มค่าหรือไม่ มีคู่แข่งมากเท่าไร มีสัดส่วนการขายมากน้อยเพียงไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>บางคนชอบถามผมว่า “อาจารย์คะ ช่วยดูโหงวเฮ้งของหนูหน่อยค่ะ ว่าหนูจะทำธุรกิจอะไรถึงจะรวย” ผมถามว่า “และคุณเก่งหรือถนัดชำนาญอะไรเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆหรือเปล่า” เธอตอบว่า “หนูไม่เก่งอะไรเลยค่ะ” ผมจึงตอบว่า “ถ้าเช่นนั้น คุณอยู่บ้านดีกว่า นั่นแหละจะรักษาความรวยไว้ได้” เพราะถ้าหากไม่เก่ง ไม่มีความชำนาญในสินค้าที่จะคิดทำธุรกิจแล้ว จะมีโอกาสขาดทุน เจ๊ง แน่นอน นี่คือความหมายของ “หนั่งฮั้ว”<br />
ดังนั้น หลักสำคัญของวิชา ฮวงจุ้ย ที่กล่าวถึง “เทียนซี๊ ตี่หลี หนั่งฮั้ว” คือการที่เราจะทำสิ่งใด อะไรก็ตาม ขอให้เราพิจารณาว่า</p>
<p>๑. สถานการณ์นั้นเหมาะสมหรือไม่</p>
<p>๒. สถานที่เหมาะสมไหม</p>
<p>๓. คนเหมาะสมไหม<br />
<head><br />
<meta http-equiv="X-UA-Compatible" content="IE=edge"><br />
<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" /><br />
<meta name="viewport" content="width=device-width, initial-scale=1.0, minimum-scale=1.0, maximum-scale=1.0, user-scalable=no"><br />
<meta name="apple-mobile-web-app-capable" content="yes" /><br />
<meta name="monitor-signature" content="monitor:player:html5"><br />
 <meta name="apple-mobile-web-app-status-bar-style" content="black" /></p>
<p><meta name="Keywords" content="" /><br />
<meta name="Description" content="ทิศทางของธุรกิจตามหลักโหราศาสตร์แบบจีนและวิชาฮวงจุ้ย" /><br />
<meta name="Generator" content="Flip PDF Professional 2.4.7  at http://www.flipbuilder.com" />
<link rel="image_src" href="files/shot.png">
 <link rel="shortcut icon" href="files/thumb/1.jpg" />
<link rel="apple-touch-icon" href="files/thumb/1.jpg" />
<meta name="og:image" content="files/shot.png"><br />
<meta property="og:image" content="files/shot.png"><br />
<title>ทิศทางของธุรกิจตามหลักโหราศาสตร์แบบจีนและวิชาฮวงจุ้ย</title></p>
<link rel="stylesheet" href="mobile/style/style.css" />
<link rel="stylesheet" href="mobile/style/player.css" />
<link rel="stylesheet" href="mobile/style/phoneTemplate.css" />
<p><script src="mobile/javascript/jquery-1.9.1.min.js"></script></p>
<p><script src="mobile/javascript/config.js"></script></p>
<p></head><br />
<body><br />
	<script src="mobile/javascript/search_config.js"></script><script src="mobile/javascript/bookmark_config.js"></script><br />
<script src="mobile/javascript/LoadingJS.js"></script></p>
<p><script src="mobile/javascript/main.js"></script></p>
<link rel="stylesheet" href="mobile/style/template.css" />
<script type="text/javascript"></p>
<p>	var sendvisitinfo = function(type,page){};</p>
<p></script></p>
<p><script></script><br />
<noscript></p>
<div>
<hr/>
<ul>
<li><a href="files/basic-html/index.html">Pages</a></li>
</ul>
<hr width="80%"/></div>
<p></noscript><br />
</body><br />
</html></p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/nava-thankyou-party-%e0%b8%ad-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a1/">NAVA THANKYOU PARTY WITH อ.วิศิษฎ์ เตชะเกษม</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม 2561</title>
		<link>https://www.techa.or.th/%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2561/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Jun 2018 00:12:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.techa.or.th/navatecha/?p=642</guid>

					<description><![CDATA[<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2561/">ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม 2561</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2561/">ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม 2561</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทศกาล เชงเม๊ง 清明節</title>
		<link>https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%8a%e0%b8%87-%e6%b8%85%e6%98%8e%e7%af%80/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Mar 2018 02:40:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.techa.or.th/navatecha/?p=605</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชิงหมิง (qing-ming, อักษรจีนตัวเต็ม: 清明節, อักษรจีนตัวย่อ: 清明节, พินอิน: Qīngmíngjié) หรือ เช็งเม้ง, เชงเม้ง (ตามสำเนียงแต้จิ๋ว)หรือ &#8220;เฉ่งเบ๋ง&#8221; (ในสำเนียงฮกเกี้ยน) &#8220;เช็ง&#8221;หรือ&#8221;เฉ่ง&#8221; หมายถึง สะอาด บริสุทธิ์ และ &#8220;เม้ง&#8221;หรือ&#8221;เบ๋ง&#8221; หมายถึง สว่าง รวมแล้วหมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส รื่นรมย์ เทศกาลเชงเม๊งตรงกับวันที่ 4 ของเดือนเมษายนในปฏิทินจีน เป็นเทศกาลแห่งความแจ่มใสและสว่าง มีการจัดฉลองในประเทศจีนมาหลายพันปีแล้ว แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่แสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นวันเกี่ยวกับชีวิตและครอบครัวด้วย เชงเม๊งเริ่มต้นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศแจ่มใสและสว่าง (เป็นที่มาสำหรับชื่อเทศกาลนี้) เวลานี้เป็นช่วงที่มีผักหญ้ากำลังขึ้น และมีเทศกาลฉลองพระเจ้าเสด็จกลับคืนชีวิต ที่มาของเทศกาลเชงเม๊ง เกิดจากการที่ประชาชนชาวจีนมีคุณธรรมอันดีงาม ฉะนั้นจึงมีพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และทำความสะอาดฮวงซุ้ย เพื่อแสดงความระลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษ พิธีกรรมในงานเชงเม๊งยังรวมถึงการอุทิศส่วนกุศลไปยังบรรพบุรุษ โดยการจุดธูปเทียน เผากระดาษเงิน กระดาษทอง เพราะเป็นความเชื่อที่ว่า ผู้ตายนั้นสามารถที่จะนำไปใช้ได้หลังชีวิตการตาย ขั้นตอนปฏิบัติประเพณีเชงเม๊ง หลายๆคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า เช็งเม๊ง นั้นมีวิธีการขั้นตอนและการทำอย่างไร เรารวบรวมมาให้คุณเหล่าลูกหลานทั้งหลาย ให้รู้จักวิธีการการไหว้เช็งเม๊งที่ถูกหลัก ถูกขั้นตอนและถูกตามประเพณี ขั้นตอนการปฏิบัติของเชงเม้ง การเตรียมของก่อนการไหว้เช็งเม้ง ก่อนการไหว้เช็งเม้งต้องเตรียมของดังนี้ 1. ไก่ต้มตัวใหญ่ 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%8a%e0%b8%87-%e6%b8%85%e6%98%8e%e7%af%80/">เทศกาล เชงเม๊ง 清明節</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>ชิงหมิง</b> (qing-ming, <a title="อักษรจีนตัวเต็ม" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%A1">อักษรจีนตัวเต็ม</a>: 清明節, <a title="อักษรจีนตัวย่อ" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD">อักษรจีนตัวย่อ</a>: 清明节, <a title="พินอิน" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99">พินอิน</a>: Qīngmíngjié) หรือ <b>เช็งเม้ง, เชงเม้ง</b> (ตาม<a class="mw-redirect" title="ภาษาจีนแต้จิ๋ว" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7">สำเนียงแต้จิ๋ว</a>)หรือ &#8220;<b>เฉ่งเบ๋ง</b>&#8221; (ในสำเนียง<a class="mw-disambig" title="ฮกเกี้ยน" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AE%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%99">ฮกเกี้ยน</a>) &#8220;เช็ง&#8221;หรือ&#8221;เฉ่ง&#8221; หมายถึง สะอาด บริสุทธิ์ และ &#8220;เม้ง&#8221;หรือ&#8221;เบ๋ง&#8221; หมายถึง สว่าง รวมแล้วหมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส รื่นรมย์</p>
<p>เทศกาลเชงเม๊งตรงกับวันที่ 4 ของเดือนเมษายนในปฏิทินจีน เป็นเทศกาลแห่งความแจ่มใสและสว่าง มีการจัดฉลองในประเทศจีนมาหลายพันปีแล้ว แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่แสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นวันเกี่ยวกับชีวิตและครอบครัวด้วย เชงเม๊งเริ่มต้นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศแจ่มใสและสว่าง (เป็นที่มาสำหรับชื่อเทศกาลนี้) เวลานี้เป็นช่วงที่มีผักหญ้ากำลังขึ้น และมีเทศกาลฉลองพระเจ้าเสด็จกลับคืนชีวิต<br />
ที่มาของเทศกาลเชงเม๊ง เกิดจากการที่ประชาชนชาวจีนมีคุณธรรมอันดีงาม ฉะนั้นจึงมีพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และทำความสะอาดฮวงซุ้ย เพื่อแสดงความระลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษ พิธีกรรมในงานเชงเม๊งยังรวมถึงการอุทิศส่วนกุศลไปยังบรรพบุรุษ โดยการจุดธูปเทียน เผากระดาษเงิน กระดาษทอง เพราะเป็นความเชื่อที่ว่า ผู้ตายนั้นสามารถที่จะนำไปใช้ได้หลังชีวิตการตาย</p>
<p><strong>ขั้นตอนปฏิบัติประเพณีเชงเม๊ง</strong></p>
<p>หลายๆคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า เช็งเม๊ง นั้นมีวิธีการขั้นตอนและการทำอย่างไร เรารวบรวมมาให้คุณเหล่าลูกหลานทั้งหลาย ให้รู้จักวิธีการการไหว้เช็งเม๊งที่ถูกหลัก ถูกขั้นตอนและถูกตามประเพณี<br />
ขั้นตอนการปฏิบัติของเชงเม้ง</p>
<p>การเตรียมของก่อนการไหว้เช็งเม้ง<br />
ก่อนการไหว้เช็งเม้งต้องเตรียมของดังนี้<br />
1. ไก่ต้มตัวใหญ่ 1 ตัว พร้อมซาแซ ( คำว่า&#8221;ซาแซ&#8221;หมายถึง ไก่,หมู,ปลาหมึกแห้ง ไว้ในถาดเดียวกัน<br />
2. ข้าว 3 ถ้วย กับข้าว 5 อย่าง<br />
3. ซาลาเปาและขนมแป้งต่างๆ ที่เป็นมงคล<br />
4. ผลไม้ 5 อย่าง ( ส้ม , แอปเปิ้ล , เงาะ , สาลี่ , อง่น )<br />
5. เหล้า 3 ถ้วย<br />
6. นำชา 1 ถ้วย<br />
7. ห่อเสื้อผ้า 1 ชุด<br />
8. กิมจั้ว ( หรือกระดาษทอง ) กี่มัดก้ได้ตามที่ต้องการ<br />
9. ฮวงแซจี้ ( หรือใบนำทาง ) กี่ก้อนก็ได้ตามที่ต้องการ<br />
10. แบงค์ใหญ่ กลาง เล็ก ( หรือเงินกงเต็ก ) กี่ก้อนก็ได้ตามที่ต้องการ<br />
11. ทองแท่งใหญ่เล็กตามี่ต้องการ<br />
12. เทียนไม้ใหญ่ 1 คู่ กลาง 1 คู่<br />
13. นำขวดหรือนำอัดลม<br />
14. หนึ่งเตี๋ย 2 แผ่น<br />
15. ฟัก 2 ลูก แบ่ง 6 ท่อน<br />
16. ประทัดจะใช้กี่นัดตามที่ต้องการ</p>
<h2>ตำนานเทศกาลเชงเม๊ง</h2>
<h4><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-608" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/03/chengmeng.jpg" alt="" width="499" height="358" /><br />
<strong>ที่มาที่ไปของเช็งเม้ง!!</strong></h4>
<p>เทศกาลเช็งเม้งเป็นธรรมเนียมการไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ยในช่วงเดือน 3 ของจีน โดยกำหนดให้ไหว้ภายใน 15 วันแรกของเดือน วันไหนก็ได้ ซึ่งที่เมืองไทยนิยมไปไหว้วันที่ 5 เมษายน แต่บางบ้านก็อาศัยดูวันดี และก็มีอีกหลายบ้านที่อาศัยดูวันสะดวก<br />
ตำนานการไหว้ที่ฮวงซุ้ย มาจากว่า เดือน 3 เป็นช่วงเวลาในฤดูใบไม่ผลิของจีน ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มสวยงามสมควรแก่การไปชมทิวทัศน์ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมไปไหว้บรรพบุรุษที่สุสานแทนการไหว้อยู่ในบ้านแต่ต้องไปไหว้ในช่วงเช้า อย่าให้เลยเวลาเที่ยง เมื่อไปถึงสุสานให้ไหว้เจ้าที่แป๊ะกงด้วยของคาวของหวาน ผลไม้ ขนมอี๊ 5 ที่ 5 ถ้วย เพราะการไหว้เจ้าคือการไหว้ธาตุทั้ง 5<br />
เวลาจุดธูปไหว้ ก็ต้องไหว้ธูป 5 ดอก บางแห่งมีไหว้เจ้าประตู หรือที่เรียกกันว่า &#8221; มึ่ง-ซิ้ง&#8221; ก็ต้องไหว้ธูปเพิ่มอีก 2 ดอก ปักที่เสาประตูข้างละดอก จากนั้นจึงเข้าไปไหว้บรรพบุรุษที่หลุม ซึ่งทางสุสานจะปัดกวาดทำความสะอาด ดายหญ้า และกางเต็นท์ไว้ให้ ถ้าเราสั่ง โดยเสียค่าบริการให้ ของไหว้หลุมมี 2 ชุด<br />
ชุดหนึ่งไหว้บรรพบุรุษ อีกชุดหนึ่งไหว้โท้วตี่ซิ้ง คือ เทพยดาผืนดิน ของไหว้บรรพบุรุษมีของคาว ของหวาน ผลไม้ โดยนิยมกันว่าต้องมีขนมไหว้เป็น &#8221; จูชังเปี้ย &#8221; หรือ<br />
&#8221; ขนมเปี๊ยะกรอบ &#8221; และมีกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ แถมด้วยอาหารน้ำ 1 อย่าง จะเป็นน้ำแกงหรือขนมอี๊ก็ได้<br />
อย่างไรก็ตามแผ่นดินใหญ่และทำตาม ก็จะเอา &#8221; หอยแครงลวก &#8221; ไปไหว้ด้วย และจะช่วยกันกินหอยแครงตรงฮวงซุ้ยนั่นเอง ส่วนเปลือกหอยที่เหลือจะโปรยไว้บนเนินดิน<br />
นอกจากนี้ก็มีของไหว้เทพยดาผืนดินซึ่งเหมือนของไหว้แป๊ะกง การไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย มีธรรมเนียมการเอาสายรุ้งไปแต่งโปรยไว้บนเนินดินเหนือหลุม ถ้าไหว้เป็นปีแรก จะใช้สายรุ้งสีแดงโดยเฉพาะ ปีต่อ ๆ มา จึงเล่นหลายสีได้ การไหว้ต้องไหว้เทพยดาผืนดินก่อน ด้วยธูป 5 ดอก เพราะถือว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่<br />
จากนั้นจึงไหว้บรรพบุรุษด้วยธูป 3 ดอก และต้องไหว้ 3 รอบ (เฉพาะบรรพบุรุษ) รอจนไหว้ครั้งที่ 3 แล้ว จึงเผากระดาษเงินกระดาษทอง จากนั้นจึงจุดประทัดส่งท้าย เรื่องธรรมเนียมการจุดประทัดนี้ เข้าใจว่าเพื่อให้เสียงอันดังช่วยขับไล่สิ่งไม่ดี ไม่ให้เข้าใกล้กวนบรรพบุรุษ ยิ่งไปกว่านั้น มีการถือว่า ประทัดยิ่งดังยิ่งดี จะทำให้ลูกหลานยิ่งรวย จากประเพณีพิธีกรรมดังกล่าวล้วนเกิดจากความกตัญญูรู้คุณที่ลูกหลานพึงมีต่อบรรพบุรุษของตนเอง</p>
<h2>ประวัติพิธีกรรม!!</h2>
<p>คนจีนโบราณใช้วิธีนำศพไปฝังตามชายป่าชาวเขา จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์เซี่ย ต่อมา เริ่มมีการเอาศพใส่โลงมีพิธีกรรม แล้วจึงนำไปฝัง จนถึงสมัยราชวงศ์โจว ขุนนางชื่อ โจวกงจีต้านเป็นคนแรกที่คิดธรรมเนียมการจัดงานศพที่ต้องทำให้ดีที่สุด ถือเป็นเรื่องสำคัญ<br />
โจวกงจีต้าน ให้ถือเป็นธรรมเนียมเมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์พระศพให้ใส่โลงที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง 4 ชั้น พร้อมใส่เครื่องจำเป็นใช้สอยลงไปด้วย และทำพิธีฝังเมื่อครบ 7 เดือน ระดับเจ้าเมือง โลงศพให้เป็นไม้เนื้อแข็ง 3 ชั้น ฝังเมื่อตายครบ 5 เดือน ระดับขุนนาง ใส่โลงศพไม้เนื้อแข็ง 2 ชั้น ฝังเมื่อตายครบ 3 เดือน ระดับบัณฑิต ใส่โลงไม้เนื้อธรรมดาชั้นเดียว ฝังเมื่อตายครบเดือน<br />
นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดประเพณีการไว้ทุกข์ เช่นการไว้ทุกข์พ่อแม่ต้องนาน 3 ปี และ 3 เดือนแรกลูกหลานต้องกินแต่เข้าต้ม<br />
ส่วนธรรมเนียมการหาฮวงซุ้ยดี ๆ ฝังศพเริ่มเมื่อ สมัย จิ๊นซีฮ่องแต้ โดยทรงเริ่มสร้างฮวงซุ้ย ให้ตัวเองตั้งแต้ทรงเริ่มครองราชย์ มีข้อสังเกตว่า ลักษณะของฮวงซุ้ยจะเป็น แบบ อยู่ใกล้ทำให้สะดวกต่อการไปควบคุมดูแลก่อสร้าง ลูกหลานไปไหว้ง่าย เป็นทำเลดี</p>
<p><strong>พิธีกงเต็กนั้นเริ่มมีตั้งแต่เมื่อใด??</strong></p>
<p>เนื่องจากพิธีกงเต็กเป็นพิธีกรรมที่ทำเพื่อผู้ตายมีกุศลผลบุญมาก ๆ จะได้ไปเกิดบนสวรรค์ ซึ่งเริ่มเผยแพร่เข้ามา ในประเทศจีน เมื่อ พ.ศ. 610 โดยเชื่อกันว่า การสวดมนต์ของพระจีนที่เป็นเพลงมีดนตรีประกอบด้วยก็เข้ามาพร้อมกัน</p>
<h2>วิธีการปฏิบัติในเทศกาลเชงเม๊ง</h2>
<p>คนจีนยกย่องความกตัญญูกตเวทีบิดามารดาและเอาใจใส่ในพิธีการเคารพอย่างเคร่งครัดซึ่งเห็นอย่างชัดเจนในขนบธรรมเนียมการบวงสรวงบรรพบุรุษ ครั้นโบราณกาลได้กำหนดวันขึ้นสำหรับทำพิธีเคารพศพอย่างกว้างขวางและเพื่อเกียรติยศเหล่าบรรพชน แม้จะมีความแตกต่างในแต่ละครอบครัว พิธีนี้มักทำกันใน 2-3 วันแรกตามลำดับก่อนหลังหรือเอาอย่าง เช็งเม้ง ซึ่งเป็นประเพณียิ่งใหญ่ประเพณีหนึ่งในต้นเดือนเมษายน เดือนซึ่งน้ำแข็งเริ่มละลายและความมีชีวิตชีวาได้กลับมาอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิ ในปี1935รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้กำหนดวันเช็งเม้งขึ้นซึ่งเสมือนเป็นการให้ความสำคัญในการทำพิธีเคารพศพนี้<br />
โดยทั่วไปเทศกาลเช็งเม้งมีการพบปะกันด้วยการทำความสะอาดและไหว้บรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงการไหว้ด้วยอาหารและสิ่งของต่อบรรพบุรุษด้วย อาหารที่นำมาไหว้ส่วนมากเป็นหมูย่างจริงๆส่วนสิ่งของนิยมทำจากระดาษ(กระดาษเงินกระดาษทอง)<br />
ที่สามารถทำเป็นรูปแบบต่างๆได้ เช่น เสื้อเชิ้ต เนคไทค์ นาฬิกาข้อมือและเรือด่วน สิ่งต่างๆเหล่านี้จะถูกเผาเพื่อนำไปสู่ผู้ล่วงลับไปแล้ว บ่อยครั้งที่เงินของ ธนาคารนรก จะถูกเผาไปพร้อมกันด้วย เงินเหล่านี้จะไปหลอกล่อวิญญาณร้ายทั้งหลาย ไม่ให้สนใจสินค้าและไปซื้อได้ด้วยตนเองขณะที่เหล่าวิญญาณร้ายกำลังเพลิดเพลินกับเงินนรกสิ่งของที่มีค่าจะผ่านไปถึงบรรพบุรุษอย่างปลอดภัย</p>
<p>อิมกังจั้วยี่ ธนบัตรปรโลก หือแบงค์กงเต๊กเงินทองกระดาษเงินกระดาษทอง</p>
<p>นี่เป็นเรื่องของครอบครัวมีการคาดหวังว่าสมาชิกทั้งหมดจะเดินไปยังที่ตั้งสุสานเป็นเรื่องปกติที่หลายครอบครัวไม่มีที่ตั้งสุสาน กรณีนี้อาจมี ห้องประชุมแห่งความทรงจำ ซึ่งใกล้เคียงกับสุสานที่พบในที่เผาศพ แผ่นโลหะซึ่งมักมีรูปของบุคคลนั้นถูกวางอยู่บนกำแพงสุสาน การเคารพบรรพบุรุษจะเกิดขึ้นที่นี่รวมทั้งอาหารและสิ่งของจะถูกเผาที่นี่ด้วย เช็งเม้งมักเกิดขึ้นที่นอกเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท ไม่มีสิ่งใดผิดปกติในเรื่องนี้ ในอดีตผู้ที่ล่วงลับแล้วจะถูกฝังนอกกำแพงเมือง ดังนั้นการไหว้บรรพบุรุษจึงต้องเดินทางออกนอกเมือง สมาชิกทั้งหมดจะพยายามมารวมตัวกันและไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่เทศกาลนี้สมาชิกจะได้มีโอกาสประกอบภารกิจร่วมกันและจากเหตุผลนี้จำนวนประเพณีอื่นๆจึงเกิดตามมาด้วย<br />
เทศกาลเช็งเม้งเป็นธรรมเนียมการไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ยในช่วงเดือน 3 ของจีน โดยกำหนดให้ไหว้ภายใน 15 วันแรกของเดือนวันไหนก็ได้ ซึ่งที่เมืองไทยนิยมไปไหว้ในวันที่5 เมษายน เมื่อไปถึงสุสานให้ไหว้ศาลเจ้าที่แป๊ะกงด้วยของคาวของหวาน ผลไม้ ขนมอี๊ 5ที่ 5ถ้วย เพราะการไหว้เจ้าที่คือการไหว้ธาตุทั้ง 5<br />
เวลาจุดธูปไหว้ก็ต้องไหว้ธูป 5 ดอก บางแห่งมีไหว้เจ้าประตูหรือที่เรียกกันว่า มึ่งซิ้ง ก็ต้องไหว้ธูปเพิ่มอีก2ดอก ปักที่เสาประตูข้างละดอก จากนั้นจึงเข้าไปไหว้บรรพบุรุษที่หลุมมี 2 ชุด<br />
ชุดหนึ่งไหว้บรรพบุรุษอีกชุดหนึ่งไหว้โท้วตี่ซิ้ง คือ เทพยาดาผืนดิน ของไหว้บรระบุรุษมีของคาว ของหวาน ผลไม้ โดยนิยมกันว่าต้องมีขนมไหว้เป็น จูชังเปี้ย หรือ ขนมเปี๊ยะกรอบ และมีกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ แถมด้วยอาหารน้ำ 1 อย่าง จะเป็นน้ำแกง หรือขนมอี๊ก็ได้<br />
การไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย มีธรรมเนียมการเอาสายรุ้งไปแต่งโปรยไว้บนเนินดินเหนือหลุม ถ้าไหว้เป็นปีแรก จะใช้สายรุ้งสีแดงโดยเฉพาะปีต่อๆ มาจึงเล่นหลายสีได้ แต่มีบางบ้านลูกหลานเอาธงหลายสีไปปักไว้เต็มไปหมด ฟังมาว่าเรื่องการปักธงนี้ หลายบ้านจะถือมากว่าห้ามปักเด็ดขาด เพราะถือว่าการมีของแหลมทิ่มแทงเข้าใส่บนหลุม อาจทำให้หลังคาบ้านบรรพบุรุษในอิมกัง (โลกของคนตาย)รั่วได้ ในการไหว้ต้องไหว้เทพยดาผืนดินก่อนด้วยธูป 5 ดอก เพราะถือว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่ จากนั้นจึงไหว้บรรพบุรุษด้วยธูป 3 ดอก และต้องไหว้ 3 รอบ (เฉพาะบรรพบุรุษ) รอจนไหว้ครั้งที่ 3 แล้ว จึงเผากระดาษเงืนกระดาษทอง จากนั้นก็จุดประทัดส่งท้าย เพื่อให้เสียงอันดังช่วยในการขับไล่สิ่งไม่ดีไม่ให้เข้าใกล้กวนบรรพบุรุษของเราแล้วเลยมีการถือกันว่าเพิ่มด้วยว่าประทัดนี้ยิ่งดังยิ่งดีจะทำให้ลูกหลานยิ่งรวย</p>
<p>อาหารผลไม้ 5 อย่าง &#8211; โหงวก้วยจูชังเปี้ยหรือขนมเปี๊ยกรอบ ขนมไหว้เทศกาลเชงเม๊ง</p>
<p><strong>การนำอาหารมาวางต่อหน้าหินฝั่งศพ เพื่อเป็นการเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว อาหารส่วนใหญ่ เช่น</strong></p>
<p>1. ไก่นึ่งทั้งตัว<br />
2. ไข่ต้มที่จะทำการเซ่น ต้องอยู่ในเปลือกและทำการผ่าครึ่งโดยทั้งสองชิ้นนั้นจะต้องเท่าๆ กัน<br />
3. หมูย่างที่ทำการหั่นเป็นชิ้น ๆ<br />
4. หมูอบที่ทำการหั่นเป็นชิ้น ๆแต่ยังมีหนังติดอยู่และกรอบ<br />
5. ขนมจีบชนิดต่าง ๆ</p>
<p><strong>อุปกรณ์ที่ต้องใช้จัดวางอยู่เหนืออาหารและอยู่ใกล้กับหินฝั่งศพ</strong></p>
<p>1. ตะเกียบหนึ่งชุด<br />
2. แก้วไวท์แบบจีน 3 แก้ว</p>
<p>ผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวนั้นจะทำการรินไวท์ใส่ถ้วยที่ได้ทำการเตรียมไว้นั้นสามครั้งโดยทุกครั้งนั้นเขาจะต้องคำนับต่อหลุมฝั่งศพ สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวนั้นจะทำการเคารพสามครั้งต่อหน้าหลุมฝั่งศพ โดยที่มือซ้ายนั้นจะต้องทำการถือถ้วยไวท์ บางครอบครัวนั้นจะทำการรับประทานอาหารร่วมกัน ในหน้าหลุมฝั่งศพนั้น การที่กินอาหารที่ได้ทำการถวายต่อบรรพบุรุษนั้นจะนำมาสู่ความโชคดี<br />
พวงมาลัย</p>
<p>แม้ว่าจะไม่มีการพูดถึงในปัจจุบัน การเดินทางไปยังชนบทจะมีการนำดอกช่อดอกวิลโลมาถักเป็นพวงมาลัยให้ผู้หญิงสาวสวมไว้ที่ศีรษะ เป็นความเชื่อว่าจะทำให้หญิงที่ใส่ดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา มีการกล่าวว่า ผู้หญิงที่ไม่สวมพวงมาลัยดอกวิลโลในวันเช็งเม้งจะแก่ลงในไม่ช้า</p>
<h3><strong>ว่าว</strong></h3>
<p>ประเพณีอีกอย่างในเทศกาลเช็งเม้งคือการเล่นว่าว เดิมทีคาดว่ามาจากช่วงฤดูใบไม้ร่วง เริ่มมีอยู่ว่ากองซูบานสร้างนกไม้ขึ้นเพื่อบินเหมือนว่าวเหนือเมืองหลวงในราชวงศ์ซ้องเพื่อที่จะสำรวจเมือง ว่าวเคยนำคนลอยขึ้นจากพื้นดินโดยราชวงศ์จีนตะวันตำ กระดาษนำมาใช้แทนไม้<br />
ในราชวงศ์ที่ห้า มีสิ่งใหม่นำมาใช้ทำว่าวนั่นคือกระบอกไม้ไผ่โดยฝีมือของลียี่เมื่อลมพัดผ่านในกระบอกมันจะเกิดเสียงคล้ายกับเครื่องดนตรีชาวจีนเรียกว่า เซียงจากตอนนั้นชาวจีนจึงเรียกว่าวว่า เฟงเซียง เครื่องดนตรีลม<br />
เช็งเม้งเป็นเทศกาลว่าวบินและในหลายๆ สถานที่มีการจัดเทศกาลแข่งขันว่าวขึ้นทั้งประเภทเดี่ยวและประเภทกลุ่มมาขับเดี่ยวกันเพื่อสร้างว่าวจินตนาการ</p>
<p><strong>พิธีกรรมกงเต็ก</strong></p>
<p>&#8221; กงเต็ก หมายถึง การที่ลูกหลานทำบุญกุศล ทั้งทำแทนตัวผู้ตายและทำให้ผู้ตายด้วย เพื่อให้ผู้ตายได้กุศลผลบุญมาก ๆ และมากพอที่จะไปขึ้นสวรรค์สุขาวดีขององค์อมิตาภพระพุทธเจ้า &#8221;</p>
<p>พิธีกรรมงานกงเต็กจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา เช้า-บ่าย-ค่ำ<br />
โดยทางวัดจีนส่งคนมาจัดสถานที่และเตรียมสิ่งของตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนเริ่มพิธี ลูกหลานจะจัดเอากระดาษทอง ใส่ในบรรดาของกงเต็กชนิดต่าง ๆ ให้มากที่สุด โดยช่วยเตรียมของกงเต็กนี้ พระจีนจะเป็นผู้เขียน &#8220;ใบส่งของ&#8221; ให้เหมือนเป็นการจ่าหน้าซองจดหมาย เพื่อให้รู้ว่า ผู้รับของคือใคร ผู้ส่งคือใคร และจะต้องปิดบนของกงเต็กทุกชิ้น นอกจากนี้ลูกหลานต้องเอาเสื้อของผู้ตายที่ผู้ตายชอบมากที่สุด นำมาตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อแปะติดไปกับของทุกชิ้นด้วย เพื่อผู้ตายจะได้รู้ว่ากองของกงเต็กที่เผาไปนี้เป็นของท่าน จากนั้นพระจะประจำที่เพื่อเริ่มพิธีสวดมนต์ ลูกหลานจะใส่ชุดกระสอบเต็มชุดใหญ่ ลูกชายน่งหน้าสุด ลูกสะใภ้ลูกสาวนั่งแถวสอง ชั้นเขยและชั้นหลานนั่งแถวหลังตามมา<br />
พิธีเริ่มด้วยการเปิดกลอง 3 ตูมดัง ๆ ปี่พาทย์บรรเลง รับพระสวด เพื่อสวดเชิญพระลงมา ให้บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคล<br />
พิธีต่อมามักกระทำกันตอนบ่าย คือ การเชิญวิญญาณผู้ตายมาร่วมพิธี โดยจะเชิญให้ดวงวิญญาณ หนึ่งสถิตที่โคมวิญญาณ ดวงหนึ่งสถิตที่รูป ต่อมาลูกหลานจะไปนำขึ้นหิ้งบูชาที่บ้าน อีกดวงสถิตอยู่ที่โลงศพ<br />
การทำพิธีส่งคนใช้ พระจะเรียกสะใภ้ใหญ่ ถ้าไม่มีก็ลูกสาวไปพูที่ตุ๊กตาชายว่า &#8220;&#8230;.(เรียกชื่อตุ๊กตา)&#8230;.ใช้ให้ไปทำอะไรต้องไปทำนะ&#8221; ว่าแล้วก็เอาธูปที่ติดไฟแดง ๆ จิ้มที่ติ่งหูตุ๊กตาหนึ่งที แล้วทำอย่างเดียวกันที่ต๊กตาคนใช้ผู้หญิง ก็อันเป็นจบพิธีกรรม</p>
<p>ตอนที่วิญญาณต้องอาบน้ำ พระก็จะไปพรมที่ห้องน้ำกงเต็ก ช่วงใกล้ ๆ จบก็เป็นการไหว้อาหาร ขนม และผลไม้ให้ผู้ตาย<br />
เมื่อเสร็จพิธี ลูกสะใภ้จะถูกตามตัวให้ยกอ่างน้ำในห้องน้ำกงเต็กไปเททิ้งตามธรรมเนียม<br />
ช่วงบ่ายแก่ ๆ ต้องทำการไหว้อาหารให้บรรพบุรุษ ตามด้วยการไหว้กระดาษเงินกระดาษทอง<br />
เสร็จการไหว้บรรพบุรุษจะเป็นพิธี &#8220;ซึงกิมซัว&#8221; เพื่อให้ลูกหลานรุ่งเรือง ก่อนจะถึงพิธีกรรมการพาข้ามสะพานกงเต็กไปไหว้พระพุทธในแดนสวรรค์<br />
พิธีกรรมข้ามสะพานของลูกหลาน คือการที่พระพาดวงวิญญาณมาส่งยังเขคแดนสวรรค์ จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงข้ามไปและช่วงข้ามกลับ ช่วงแรกจะเป็นการพา ดวงวิญญาณข้ามไปส่งแดนสวรรค์ จากนั้นขบวนพระก็จะพาขบวนลูกหลานข้ามกลับมายังโลกมนุษย์<br />
เสร็จพิธี ลูกหลานจะกราบหน้าศพ 4 ครั้ง แล้วหามหีบเสื้อผ้ากับโคมวิญญาณเพื่อนำไปเผา</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงของการปฏิบัติในเทศกาลเชงเม๊ง</p>
<p>ในปัจจุบันการรักษาและปฏิบัติขนบธรรมเนียมประเพณีให้ควบคู่ไปกับการปรับตัวให้เข้ากับแต่ละยุคสมัยได้นั้นย่อมพบกับสิ่งแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบันแน่นอนซึ่งเทศกาลเชงเม้งที่ศึกษานี้ ในปัจจุบันปัญหาที่พบและเป็นอุปสรรคสำคัญนั้นเห็นจะมีอยู่ 2 กรณีคือ 1.ปัญหาทางเศรษฐกิจ 2.ปัญหาทางด้านที่ดิน ซึ่ง 2 สิ่งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อวิธีปฏิบัติของเทศกาลเชงเม้งอย่างเห็นได้ชัด ดังเช่น ในการที่จะจัดของไหว้ในอดีตนั้นจะต้องจัดของไหว้ให้มีจำนวนชุดเท่ากับจำนวนที่ ที่จะไปไหว้ซึ่งจะเป็นการฟุ่มเฟือย ในปัจจุบันจึงมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยให้เหมาะสมและต้องให้สอดคล้องกับกับขนบธนมเนียมประเพณีซึ่งอาจแก้โดยทำอาหารไปไหว้เพียงชุดเดียว แต่ไหว้หลายที่หรือไหว้รวมกันหลายครอบครัว เป็นต้น หรือในการฝังศพ ในอดีตนั้นจะต้องมีการดูที่ทางให้ถูกต้องตามหลัก ฮวงจุ้ยคือด้านหน้าต้องมีแม่น้ำ ด้านหลังต้องมีภูเขาซึ่งวัตถุประสงค์ของการทำเช่นนี้อาจจะเป็นที่การที่บริเวณตีนเขานั้นอาจจะป้องกันน้ำท่วมได้ และ ดานหน้าเป็นแม่น้ำนั้นอาจจะทำให้การคมนาคมสะดวกไปมาง่ายแต่ในปัจจุบันนั้นการที่จะหาที่แบบนี้ได้เป็นการยากหรืออาจจะมีอยู่น้อยการที่จะแก้ปัญหานี้ได้นั้นอาจจะฝังหรือบรรจุกระดูกรวมกันโดยทำในสื่งที่เรียกว่า คอนโด ซึ่งจะใช้เนื้อที่ได้อย่างคุ้มค่าซึ่งก็ยังถูกตามหลักฮวงจุ้ยเพียงแต่ฝังรวมกันให้ประหยัดเนื้อที่ ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นก็หาใช่ว่าจะผิดหลักประเพณีไม่เพราะถ้าพิจารณาในจุดประสงค์ของการกระทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ผิดจุดประสงค์ของการทำเทศกาลเชงเม้งเลยเพียงแต่ปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัยแต่วัตถุประสงค์ยังเหมือนเดิมซึ่งในอนาคตปัญหาดังกล่าวอาจจะคลี่คลายลงและการปฏิบัติแบบเดิมที่ทำในอดีตอาจกลับมาทำใหม่อีกครั้งก็เป็นได้หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงไปเลยโดยไม่ปฏิบัติแบบเดิมอีกก็เป็นได้ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ได้หรือในอนาคตปัญหา 2 สิ่งข้างต้นอาจจะไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญอีกก็เป็นได้แต่ปัญหาในด้านของบุคคลซึ่งถ้าในอนาคตนั้นลูกหลานไม่มีความคิดที่จะมีความกตัญญูหรือไม่คิดถึงความสำคัญของบรรพบุรุษเทศกาลเชงเม้งอาจจะสูญหายไปก็เป็นได้เพราะถ้ามองให้ลึกลงไปจะพบว่าเหตุที่มีคนปฏิบัติเทศกาลเชงเม้งเพราะคนเรานั้นมีความกตัญญู รู้คุณคนซึ่งแสดงความเคารพออกมาในเทศกาลเชงเม้ง หรือสาเหตุอื่นอาจจะมาจากการที่คนมีความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์อาจจะคิดว่า ความเชื่อที่ว่าการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วนั้นจะทำให้ชีวิตมีความสุขและเจริญรุ่งเรืองนั้นอาจจะไม่เป็นจริง ก็เป็นได้</p>
<p>Cr.http://www.chulapijarn.sgcu.chula.ac.th/chingming/index.html</p>
<p>https://goo.gl/6cN4Tu</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%8a%e0%b8%87-%e6%b8%85%e6%98%8e%e7%af%80/">เทศกาล เชงเม๊ง 清明節</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทศกาลตรุษจีน 春節</title>
		<link>https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e6%98%a5%e7%af%80/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[hyopb1888]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Feb 2018 05:49:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ตรุษจีน]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลตรุษจีน 春節]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.techa.or.th/navatecha/?p=526</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตรุษจีน (จีนตัวย่อ: 春节; จีนตัวเต็ม: 春節; พินอิน: Chūnjíe ชุนเจี๋ย) เป็นวันหยุดตามประเพณีของจีนที่สำคัญที่สุด ในประเทศจีน ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า &#8220;เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ&#8221; เพราะฤดูใบไม้ผลิตามปฏิทินจีนเริ่มต้นด้วยวันลีชุน ซึ่งเป็นวันแรกในทางสุริยคติของปีปฏิทินจีน วันดังกล่าวยังเป็นวันสิ้นสุดฤดูหนาว ซึ่งคล้ายกันกับงานเทศกาลของตะวันตก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 (อักษรจีน: 正月, พินอิน: Zhēngyuè) ในปฏิทินจีนโบราณและสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ด้วยเทศกาลโคมไฟ คืนก่อนตรุษจีนเป็นวันซึ่งครอบครัวจีนมารวมญาติเพื่อรับประทานอาหารเย็นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเรียกว่า ฉูซี่ (อักษรจีน: 除夕, พินอิน: Chúxī) หรือ &#8220;การผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน&#8221; เนื่องจากปฏิทินจีนเป็นแบบสุริยจันทรคติ ตรุษจีนจึงมักเรียกว่า &#8220;วันขึ้นปีใหม่จันทรคติ&#8221; ตรุษจีนเป็นงานเฉลิมฉลองที่ยาวที่สุดและสำคัญที่สุดในปฏิทินจีน จุดกำเนิดของตรุษจีนนั้นมีประวัติหลายศตวรรษและมีความสำคัญเพราะตำนานและประเพณีหลายอย่าง ตรุษจีนมีการเฉลิมฉลองกันในหลายประเทศและดินแดนซึ่งมีประชากรจีนอาศัยอยู่มาก อย่างเช่น จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเก๊า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย รวมทั้งในชุมชนชาวจีนที่อื่น ตรุษจีนถูกมองว่าเป็นวันหยุดสำคัญสำหรับชาวจีนและได้มีอิทธิพลต่อการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่จันทรคติของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมทั้งเกาหลี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e6%98%a5%e7%af%80/">เทศกาลตรุษจีน 春節</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตรุษจีน (จีนตัวย่อ: 春节; จีนตัวเต็ม: 春節; พินอิน: Chūnjíe ชุนเจี๋ย)</p>
<p>เป็นวันหยุดตามประเพณีของจีนที่สำคัญที่สุด ในประเทศจีน ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า &#8220;เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ&#8221; เพราะฤดูใบไม้ผลิตามปฏิทินจีนเริ่มต้นด้วยวันลีชุน ซึ่งเป็นวันแรกในทางสุริยคติของปีปฏิทินจีน วันดังกล่าวยังเป็นวันสิ้นสุดฤดูหนาว ซึ่งคล้ายกันกับงานเทศกาลของตะวันตก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 (อักษรจีน: 正月, พินอิน: Zhēngyuè) ในปฏิทินจีนโบราณและสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ด้วยเทศกาลโคมไฟ คืนก่อนตรุษจีนเป็นวันซึ่งครอบครัวจีนมารวมญาติเพื่อรับประทานอาหารเย็นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเรียกว่า ฉูซี่ (อักษรจีน: 除夕, พินอิน: Chúxī) หรือ &#8220;การผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน&#8221; เนื่องจากปฏิทินจีนเป็นแบบสุริยจันทรคติ ตรุษจีนจึงมักเรียกว่า &#8220;วันขึ้นปีใหม่จันทรคติ&#8221; ตรุษจีนเป็นงานเฉลิมฉลองที่ยาวที่สุดและสำคัญที่สุดในปฏิทินจีน จุดกำเนิดของตรุษจีนนั้นมีประวัติหลายศตวรรษและมีความสำคัญเพราะตำนานและประเพณีหลายอย่าง ตรุษจีนมีการเฉลิมฉลองกันในหลายประเทศและดินแดนซึ่งมีประชากรจีนอาศัยอยู่มาก อย่างเช่น จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเก๊า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย รวมทั้งในชุมชนชาวจีนที่อื่น ตรุษจีนถูกมองว่าเป็นวันหยุดสำคัญสำหรับชาวจีนและได้มีอิทธิพลต่อการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่จันทรคติของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมทั้งเกาหลี (โซลนาล) ภูฏาน และเวียดนาม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignleft wp-image-533 size-full" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/02/chinesenewyear_9.jpg" alt="" width="275" height="183" /><br />
เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น</p>
<p>วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการการรอคอยจะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี</p>
<p>สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชน อวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการ ไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง<br />
เมื่อถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว ต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า “Let bygones be bygones” (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ในวันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธจะถูกลืม และไม่สนใจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-535 size-full" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/02/ChineseNewyear_1.jpg" alt="" width="480" height="270" /></p>
<p>การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน<br />
ในประเทศจีน ธรรมเนียมและประเพณีท้องถิ่นเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองตรุษจีนนั้นหลากหลายมาก ประชาชนจะเทเงินของตนเพื่อซื้อของขวัญ ของประดับตกแต่ง วัสดุ อาหารและเครื่องนุ่งห่ม นอกจากนี้ยังมีประเพณีว่า ทุกครอบครัวจะทำความสะอาดบ้านอย่างละเอียดลออ เพื่อปัดกวาดโชคร้ายด้วยหวังว่าจะเปิดทางให้โชคดีเข้ามา มีการประดับหน้าต่างและประตูด้วยกระดาษตัดสีแดงและคู่กับธีม &#8220;โชคดี&#8221;, &#8220;ความสุข&#8221;, &#8220;ความมั่งคั่ง&#8221; และ &#8220;ชีวิตยืนยาว&#8221; ที่ได้รับความนิยม ในคืนก่อนตรุษจีน อาหารค่ำเป็นการกินเลี้ยงกับครอบครัว อาหารนั้นจะมีเช่น หมู เป็ด ไก่และอาหารอย่างดี (delicacies) รสหวาน ครอบครัวจะปิดท้ายค่ำคืนด้วยประทัด เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กจะทักทายบิดามารดาของตนโดยอวยพรพวกท่านให้มีสุขภาพดีและสวัสดีปีใหม่ และได้รับเงินอั่งเปา ประเพณีตรุษจีนนั้นเพื่อการสมานฉันท์ ลืมความบาดหมางและปรารถนาสันติและความสุขแก่ทุกคนอย่างจริงใจ</p>
<h3>ประวัติวันตรุษจีน</h3>
<p>ตรุษจีน เป็นวันสำคัญของจีนที่มีมาแต่โบราณที่เรียกว่า “กว้อชุนเจี๋ย” หรือ “กว้อเหนียน” เล่ากันว่าในสมัยโบราณ ในป่าทึบแห่งหนึ่ง มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายและน่ากลัวมากตัวหนึ่ง เรียกว่า “เหนียน” มันออกอาละวาดกินคนเป็นประจำ พระเจ้าจึงลงโทษมัน อนุญาตให้มันลงมาจากเขาได้เพียง หนึ่งครั้งใน 365 วัน ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวใกล้จะผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาใกล้ เหนียน ก็จะออกมาทำร้ายผู้คน เพื่อป้องกันการมาของ เหนียน ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสมเสบียงอาหารและกับข้าวจำนวนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อถึงตอนค่ำของวันที่ 30 เดือน 12 ก็จะปิดประตูและหน้าต่างเอาไว้ ไม่หลับ ไม่นอนตลอดคืน เพื่อต่อสู้กับ เหนียน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็จะเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 เมื่อ เหนียน กลับไปแล้ว ทุก ๆ ครัวเรือนก็จะเปิดประตูออกมา แสดงความยินดีต่อกัน ที่โชคดีไม่ได้ถูก เหนียน ทำร้าย</p>
<p>ต่อมาพบว่า เหนียน มีจุดอ่อน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อ เหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังหวดแส้เล่นกัน เมื่อ เหนียน ได้ยินเสียง แส้ดังเปรี้ยงปร้างก็เลยตกใจเผ่นหนีไป เมื่อ เหนียน ไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง เห็นมีชุดเสื้อผ้าสีแดงตากอยู่หน้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง สีแดงฉูดฉาดนั้น ทำให้ เหนียน ตกใจและเผ่นหนีไปอีก เมื่อ เหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งที่สาม ปรากฏว่าไปพบเห็นกองเพลิงกองหนึ่งบนถนน แสงเพลิงที่เจิดจ้าทำให้ เหนียน ต้องเผ่นหนีไปอีก ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนต่างรู้ว่า แม้ว่า เหนียน จะดุร้ายแต่มันก็กลัวสีแดง เสียงดัง และไฟ ทำให้ผู้คนสามารถคิดหาวิธีกำจัด เหนียน ได้โดยไม่ยากนัก เมื่อวันส่งท้ายตรุษจีนเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างนำกระดาษสีแดงมาติดไว้บนประตูหน้าบ้าน แขวนโคมไฟสีแดง พร้อมกับ จุดประทัดและตีฆ้องรัวกลองอย่างต่อเนื่อง เมื่อ เหนียน มาถึงในตอนเย็น เห็นทุก ๆ ครัวเรือนมีแสงไฟสว่างไสว มีเสียงประทัดดังสนั่นจึงตกใจเผ่นหนีกลับเข้าป่าไป และไม่กล้าออกมาอาละวาดอีก ทุก ๆ คนจึงผ่านพ้นคืนแห่งอันตรายไปอย่างปลอดภัย เมื่อฟ้าสางแล้ว ผู้คนจึงออกมาจากบ้าน กล่าวคำอวยพรซึ่งกันและกัน อย่างมีความสุข พร้อมกับการนำอาหารออกมารับประทานร่วมกันอย่างสนุกสนาน ต่อมา วันดังกล่าวจึงกลายมาเป็นวันเฉลิมฉลองที่มีแต่ความสุขที่เรียกกันว่า “ตรุษจีน”</p>
<h3>การไหว้เจ้า</h3>
<p>เป็นธรรมเนียมประเพณีที่ลูกหลานจีนปฏิบัติสืบทอดกันมา ตามความเชื่อที่จะต้องไหว้เจ้าที่ และไหว้บรรพบุรุษเพื่อให้เป็นสิริมงคล และนำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ครอบครัว ในปีหนึ่งจะมีการไหว้เจ้า 8 ครั้ง คือ</p>
<p>ไหว้ครั้งแรกของปี ไหว้เดือน 1 วันที่ 1 คือ ตรุษจีน เรียกว่า “ง่วงตั้งโจ่ย”<br />
ไหว้ครั้งที่สอง ไหว้เดือน 1 วันที่ 15 เรียกว่า “ง่วงเซียวโจ่ย”<br />
ไหว้ครั้งที่สาม ไหว้เดือน 3 วันที่ 4 เรียกว่า “ไหว้เช็งเม้ง” เป็นประเพณีที่ลูกหลานไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย<br />
ไหว้ครั้งที่สี่ ไหว้เดือน 5 วันที่ 5 เรียกว่า “โหงวเหว่ยโจ่ย” เป็นเทศกาลไหว้ขนมจ้าง<br />
ไหว้ครั้งที่ห้า ไหว้เดือน 7 วันที่ 15 คือ ไหว้สารทจีนเรียกว่า “ตงง้วงโจ่ย”<br />
ไหว้ครั้งที่หก ไหว้เดือน 8 วันที่ 15 เรียกว่า “ตงชิวโจ่ย” ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีว่า ไหว้พระจันทร์<br />
ไหว้ครั้งที่เจ็ด ไหว้เดือน 11 ไม่กำหนดวันแน่นอน เรียกว่า “ไหว้ตังโจ่ย”<br />
ไหว้ครั้งที่แปด ไหว้เดือน 12 วันสิ้นปี เรียกว่า ไหว้สิ้นปี หรือ “ก๊วยนี้โจ่ย”<br />
ประเพณีการไหว้เจ้าทั้ง 8 ครั้งนี้ มีคำจีนเฉพาะเรียกว่า “โป๊ยโจ่ย” โป๊ย คือ 8 โจ่ย แปลว่า เทศกาล โป๊ยโจ่ย จึงหมายความว่า การไหว้เจ้า 8 เทศกาล ซึ่งนอกจากการไหว้เจ้า 8 เทศกาลนี้แล้ว บางบ้านอาจมีวันไหว้พิเศษกับเจ้าบางองค์ที่นับถือศรัทธา คือ</p>
<p>ไหว้เทพยดาฟ้าดิน เช่น การไหว้วันเกิดเทพยดาฟ้าดิน เรียกว่า “ทีกงแซ” หรือ “ทีตี่แซ” ก็ได้ ตรงกับวันที่ 9 เดือน 1 ของจีน<br />
ไหว้อาเนี้ยแซ คือ ไหว้วันเกิดเจ้าแม่กวนอิม ปีหนึ่งมี 3 ครั้ง คือ วันที่ 19 เดือน 2, วันที่ 19 เดือน 6 และวันที่ 19 เดือน 9<br />
ไหว้แป๊ะกงแซ ตรงกับวันที่ 14 เดือน 3<br />
ไหว้เทพยดาผืนดิน คือ ไหว้โท้วตี่ซิ้ง ตรงกับวันที่ 29 เดือน 3<br />
ไหว้อาพั้ว “อาพั้ว” คือ พ่อซื้อแม่ซื้อผู้คุ้มครองเด็ก วันเกิดอาพั้ว หรือ “อาพั้วแซ” ตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี<br />
ไหว้เจ้าเตา ไหว้วันที่ 24 เดือน 12 เรียกว่า “ไหว้เจ๊าซิ้ง”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-536" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/02/ChineseNewyear_5.jpg" alt="" width="768" height="400" /></p>
<p>การไหว้เจ้าพิเศษนี้ แล้วแต่ศรัทธาของแต่ละบ้านและแล้วแต่ความจำเป็น เช่น ถ้าที่บ้านไม่มีเด็ก ก็ไม่จำเป็นต้องไปไหว้อาพั้ว หรือถ้าที่บ้านไม่ได้ทำนาทำไร่ก็ไม่มีที่ และไม่มีความจำเป็นต้องไหว้โท้วตี่วิ้ง หรือเทพยดาผืนดินเมื่อพูดถึงการไหว้เจ้า จะหมายถึงการไหว้เจ้าที่กับไหว้บรรพบุรุษ เครื่องเซ่นสำหรับไหว้เจ้าที่จะจัดเป็น 1 ชุด เครื่องเซ่นสำหรับบรรพบุรุษจะจัดเป็นอีกชุดต่างหาก การไหว้จะไหว้ในตอนเช้า โดยไหว้เจ้าที่ก่อน พอสายหน่อยจึงจะตั้งโต๊ะ ไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งของไหว้จะมีของคาว ของหวาน ผลไม้ และเครื่องดื่ม โดยมีกับข้าวคาวเพิ่มเข้ามาสำหรับการไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งมีธรรมเนียมว่าต้องให้มีของน้ำ 1 อย่าง เช่น แกงจืด</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมการไหว้ที่เรียกว่า”ไป๊เจีย “คือ การไปไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะออกเสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “กา” ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำโชคดีไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวันถือคือเป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น<br />
ของไหว้เจ้า ถ้าจัดใหญ่ นิยมเป็นตัวเลข 5 คือ มีของคาว 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวแซ” ประกอบด้วย หมู ไก่ ตับ ปลา และกุ้งมังกร แต่เนื่องจากกุ้งมังกรนั้นแพง และหาไม่ง่าย จึงนิยมไหว้เป็ดหรือปลาหมึกแห้งแทน ของหวาน 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวเปี้ย” อาจเป็นซาลาเปาไส้หวาน ขนมไข่ ขนมถ้วยฟู ขนมกุยช่าย และขนมจันอับ ผลไม้ 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวก้วย”</p>
<p>หมู มีความหมายถึงความมั่งคั่ง ด้วยความอ้วนของตัวหมู สะท้อนถึงความกินดีอยู่ดี</p>
<p>ไก่ มีมงคล 2 อย่างคือ</p>
<p>หงอนไก่สื่อถึงหมวกขุนนาง ความหมายมงคลจึงเป็นความก้าวหน้าในงาน<br />
ไก่ขันตรงเวลาทุกเช้า สะท้อนถึงการรู้งาน<br />
ตับ คำจีนเรียกว่า กัว พ้องเสียงกับคำว่า กัว ที่แปลว่าขุนนาง<br />
ปลา คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ฮื้อ โดยมีวลีมงคล อู่-ฮื้อ-อู่-ชื้ง แปลว่า ให้เหลือกินเหลือใช้ ไหว้ปลาเพื่อให้มีเงินเหลือกินเหลือใช้มาก ๆ<br />
กุ้งมังกร ไหว้ด้วยรูปลักษณ์ของกุ้งที่หัวใหญ่ มีก้ามให้ความรู้สึกถึงอำนาจวาสนา<br />
– ถ้าจัดเล็ก ก็เป็นชุดละ 3 อย่าง มีของคาว 3 อย่างเรียกว่า “ซาแซ” ของหวาน 3 อย่าง เรียกว่า “ซาเปี้ย”ผลไม้ 3 อย่าง เรียกว่า “ซาก้วย” หรือจะมีแค่อย่างเดียวก็ได้ ผลไม้ที่ใช้ไหว้ จะนิยมเลือกชนิดที่มีอะไรที่เป็นมงคลอยู่ในตัว</p>
<p>ส้ม เรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า โชคดี<br />
องุ่น เรียกว่า “พู่ท้อ” แปลว่า งอกงาม<br />
สับปะรด เรียกว่า “อั้งไล้” แปลว่า มีโชคมาหา<br />
กล้วย มีความหมายถึง การมีลูกหลานสืบสกุล<br />
ชุดกับข้าว หลากหลายอย่าง บางบ้านเหมือน บางบ้านต่าง ซึ่งก็ไม่เป็นไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-530 size-full" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/02/ChineseNewyear_6.jpg" alt="" width="400" height="300" /></p>
<p>ลูกชิ้นปลา จีนแต่จิ๋วออกเสียงว่า ฮื้อ-อี๊ แปลว่า ลูกปลากลมๆ ฮื้อหรือปลา คือให้เหลือกินเหลือใช้ อี๊ แปลว่ากลมๆ หมายถึงความราบรื่น<br />
ผัดต้นกระเทียม เพราะคนจีนแต้จิ๋ว เรียกกระเทียมว่า สึ่ง พ้องเสียงกับสึ่งที่แปลว่านับ ไหว้ต้นกระเทียม เพื่อให้มีเงินมีทองให้ได้นับอยู่เสมอ<br />
ผัดตับกับกุยช่าย ตับคือ การเรียกว่า กัว พ้องเสียงกับกัวที่แปลว่า ขุนนาง กุยช่ายเป็นการพ้องเสียงของคำว่ากุ่ย แปลว่า แพง รวย<br />
แกงจืด คนจีนเรียกว่า เช็ง-ทึง เช็ง แปลว่า ใส หวาน ซดคล่องคอ การไหว้น้ำแกงก็เพื่อให้ชีวิตลูกหลานหวานราบรื่น<br />
เป๊าฮื้อ เป๊า หรือ เปา แปลว่า ห่อ ส่วน ฮื้อ คือเหลือกินเหลือใช้ ไหว้เป๊าฮื้อ เพื่อห่อความมั่งคั่เหลือกินเหลือใช้มาให้ลูกหลาน<br />
ผัดถั่วงอก คนจีนแต้จิ๋วเรียกถั่วงอกว่า เต๋าแหง๊ แต่ภาษาวิชาการเรียกว่า เต้าเหมี่ยว เหมี่ยว แปลว่า งอกงาม ไหว้ถั่วงอกเพื่อให้งอกงามรุ่งเรือง<br />
เต้าหู้ เป็นคำเรียกแบบชาวบ้านที่อาจเรียกเป็นเต้าฮกก็ได้ ฮก คำนี้เป็นสำเนียงแต้จิ๋ว จีนกลางออกเสียงเต้าหู้ว่า โต ฟู ฟู แปลว่า บุญ ความสุข<br />
สาหร่ายทะเล เรียกว่า ฮวกฉ่าย ถ้าออกเสียงเป็นฮวดไช้ ก็แปลว่า โชคดี ร่ำรวย<br />
ชุดขนมไหว้ ก็ล้วนมีความหมายมงคล เช่นกัน</p>
<p>ซาลาเปา เล่นเฉพาะคำว่า เปา แปลว่า ห่อ ไหว้ซาลาเปาเพื่อให้เปาไช้ แปลว่า ห่อโชค ห่อเงินห่อทองมาให้ลูกหลาน<br />
ขนมถ้วยฟู คือไหว้เพื่อให้เฟื่องฟู คนจีนแต้จิ๋วเรียกขนมถ้วยฟูว่า ฮวกก้วย ก้วย แปลว่า ขนม ฮวก แปลว่างอกงาม<br />
ขนมคัดท้อก้วย คือขนมไส้ต่างๆ เช่น ไส้ผักกะหล่ำ มันแกว ไส้กุยช่าย ทำเป็นรูปลูกท้อสีชมพู ลูกท้อ เป็นผลไม้มงคลมีนัยอวยพรให้อายุยืนยาว<br />
ขนมไข่ คนจีนเรียกว่า หนึงก้วย ไข่คือบ่อเกิดแห่งการได้เกิดและเติบโต ไหว้ขนมไข่เพื่อให้ได้มีการเกิดและการเจริญเติบโต<br />
ขนมจับกิ้ม หรือ แต้เหลียง ก็เรียก คือ ขนมแห้ง 5 อย่าง จะเรียกว่า โหงวเส็กทึ้ง หรือ ขนม 5 สี ก็ได้ ประกอบด้วย ถั่วตัด งาตัด ถั่วเคลือบ ฟักเชื่อม และข้าวพองฟัก เพื่อฟักเงินฟักทอง ฟักเชื่อม คือการฟักความหวานของชีวิต ข้าว ถั่ว งา คือ ธัญพืช ธัญญะ แปลว่า งอกงาม ไหว้เพื่อให้งอกงาม และชีวิตหวานอย่างขนม<br />
ขนมอี๊ อี๊ หรืออี๋ แปลว่ากลมๆ ขนมอี๊ทำจากแป้งข้าวเหนียว นวดจนได้ที่เจือสีชมพู ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ต้มกับน้ำตาล เพื่อให้ชีวิตเคี้ยวง่ายราบรื่น เหมือนขนมอี๊ที่เคี้ยวง่ายและหวานใส ซึ่งขนมอี๊นี้อาจใช้เป็นสาคูหรือลูกเดือยก็ได้ คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่าอี๊เหมือนกัน<br />
ที่ในกระถางธูปที่ใช้ไหว้เจ้า บางคนนิยมใส่ “โหงวจี้” สำหรับปักธูป ประกอบด้วย เมล็ด 5 อย่าง คือ ข้าวสาร ข้าวเหนียว ถั่วเขียว ถั่วดำ และเชื้อแป้ง (ยีสต์)โดยถือว่าเมล็ดทั้งห้า คือบ่อเกิดของการเจริญเติบโตอุปมาอุปไมยให้การไหว้เจ้านี้นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแต่การใช้โหงวจี้ปักธูป มีข้อจำกัดว่าใช้ได้ แต่ในบ้าน ถ้าเป็นการไหว้นอกบ้าน ต้องใช้ข้าวสารหรือทราย มิฉะนั้นเชื้อแป้งเมื่อถูกความชื้น เช่น ฝนหรือน้ำค้าง จะทำให้แข็งตัวแล้วปักธูปไม่ลง เมื่อไหว้เจ้าเสร็จก็เผากระดาษเงินกระดาษทองเป็นการปิดท้ายรายการ<br />
ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่<br />
หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน<br />
การแต่งกายและความสะอาด ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดง เป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตน ในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี</p>
<p>วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมากๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อ เป็นความเป็นสิริมงคล<br />
บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี<br />
การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษเพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี<br />
ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมาแต่ ทุกคนก็ยังคงยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมา แต่เก่าก่อนเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ ของตน</p>
<h3>สิบห้าวันแห่งการฉลองวันตรุษจีน</h3>
<p>วันแรกของปีใหม่ เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่า จะเป็นการต่ออายุ และนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน<br />
วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าว อาบน้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่า วันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด<br />
วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขยที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน<br />
วันที่ห้า เรียกว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือน ของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใคร เพราะจะถือว่าเป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย<br />
วันที่หก ถึงสิบ ชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข<br />
วันที่เจ็ด ของตุรุษจีนเป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมาชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิดของมนุษย์ในวันนี้อาหารจะเป็น หมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ<br />
วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครอบอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกง เทพแห่งสวรรค์<br />
วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ เง็กเซียนฮ่องเต้<br />
วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน<br />
วันที่สิบสาม ถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย<br />
วันที่สิบสี่ ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้น ในคืนของวันที่สิบห้า<br />
วันที่สิบห้า งานฉลองโคมไฟ</p>
<p><strong>คำอวยพร :</strong></p>
<p>祝你… [zhùnǐ…] ขออวยพรให้…<br />
新正如意，新年发财。 [xīnzhèngrǔyì xīnniánfācái] ปีใหม่ขอขอให้ร่ำรวยและสมความปรารถนาทุกประการ (ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้)<br />
万事如意 [wànshìrúyì] ขอให้ทุกอย่างสมความปรารถนา<br />
十全十美 [shíquánshíměi] ดีพร้อมสมบูรณ์<br />
生意兴隆 [shēngyì xīnglóng] ขอให้ค้าขายร่ำรวย<br />
恭喜发财 [gōngxǐfācái] ขอให้ร่ำรวย<br />
财源广进 [cáiyuánguǎngjìn] เงินทองไหลมาเทมา<br />
招财进宝 [zhāocái jìnbǎo] ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูน<br />
年年有余 [niánniányǒuyú] เหลือกินเหลือใช้ตลอดไป<br />
事事顺利 [shìshì shùnlì] ทุกเรื่องราบรื่น<br />
金玉满堂 [ jīnyùmǎntáng] เงินทองเต็มบ้าน<br />
一本万利 [yīběnwànlì] ลงทุนน้อยกำไรมาก<br />
大吉大利 [dàjídàlì] โชคดีเฮงๆๆ/โชคดีสมความปราถนาในทุกเรื่อง<br />
年年发财 [niánniánfācái] ร่ำรวยตลอดไป<br />
龙马精神 [lóngmǎ jīngshén] สุขภาพร่างกายแข็งแรง<br />
祝你身体健康。 [zhùnǐ shēntǐ jiànkāng] ข้อให้สุขภาพแข็งแรง<br />
吉祥如意 [jíxiángrúyì] โชคดีสมปรารถนา<br />
好运年年 [hǎoyùnniánnián] โชคดีตลอดไป<br />
四季平安 [sìjìpíngān] ปลอดภัยตลอดปี<br />
一帆风顺 [yīfānfēngshùn] ทุกอย่างราบรื่น<br />
学业进步 [xuéyè jìnbù] มีความก้าวหน้าในการศึกษาเล่าเรียน<br />
天天向上 [tiāntiān xiàngshàng] ก้าวหน้ายิ่งขึ้นทุกๆวัน<br />
步步高升 [bùbùgāoshēng] ก้าวหน้าในด้านการงาน<br />
红包多多来 [hóngbāo duōduōlái] รับซองอั่งเปาเยอะๆ</p>
<h3>อั่งเปา</h3>
<ul>
<li>สัญลักษณ์อีกอย่างของเทศกาลนี้ คือ อั่งเปา (ซองแดง) คือ ซองแดงใส่เงินที่ผู้ใหญ่แล้วจะมอบให้ผู้น้อย และมีการแลกเปลี่ยนกันเอง หรือจะใช้คำว่า แต๊ะเอีย (ผูกเอว) ที่มาคือในสมัยก่อน เหรียญจะมีรูตรงกลาง ผู้ใหญ่จะร้อยด้วยเชือกสีแดงเป็นพวงๆ และนำมามอบให้เด็กๆ เด็กๆ ก็จะนำมาผูกเก็บไว้ที่เอว</li>
<li>อั้งเปา” ในวันตรุษจีน มีคำจีนโบราณเรียกว่า “เอี๊ยบซ้วยจี๊” เป็นเงินสิริมงคลที่ผู้ใหญ่ให้แก่ลูกหลาน เพื่ออวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง และเจริญก้าวหน้า</li>
<li>ธรรมเนียมหนึ่งในวันตรุษจีนคือการไป “ไป๊เจีย” หรือการไปไหว้ขอพร และอวยพรผู้ใหญ่ หรือญาติมิตร โดยส้มสีทอง 4 ผลห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าผู้ชาย ที่นิยม ใช้กันแต่ส้มสีทอง ไม่ใช้ส้มเขียว เพราะสีทองเป็นสีมงคล ทองอร่ามเรืองจะอวยพรให้รุ่งเรือง เช่นเดียวกับส้ม ที่คนจีนเรียกว่า ไต้กิก แปลว่า โชคดี ส้มสีทองที่ มอบแก่กันคือ นัยอวยพรให้ “นี้นี้ไต้กิก” แปลว่า ทุกๆ ปีให้โชคดีตลอดไป</li>
</ul>
<h3>จุดประทัดการจุดประทัด</h3>
<p>ธรรมเนียมจุดประทัด เกิดจากในอดีตมีคนหัวใสนำดินระเบิดไปบรรจุในบ้องไม้ไผ่เล็กๆ แล้วจุด เสียงไม้ไผ่ระเบิดก็ดังสนั่นหู เด็กเล็กได้ยินก็ร้องจ้า บรรดาสุนัข และสัตว์เลี้ยงทั้งหลายต่างพากันกลัวเสียงประทัดวิ่งหนีกันได้ ทำให้มีคนคิดว่าเสียงดังโป้งป้างของประทัด น่าจะไล่เจ้าตัวเหนียนได้ ซึ่งเหนียนคำนี้เป็นเสียงจีนกลาง จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า นี้ แปลว่า ปี คนจีนโบราณเชื่อว่าช่วงสิ้นปีที่อากาศหนาวเย็นจัดคนไม่สบายกันมาก เพราะเจ้าตัวเหนียนออกมาอาละวาด การจุดประทัดเสียงดังน่าจะไล่เจ้าตัวเหนียนและโรคภัยไข้เจ็บให้ตกใจกลัวหนีไปได้ แล้วต่อมาธรรมเนียมนี้ก็ปรับไปว่า จุดประทัดให้เสียงดังๆ นี้จะเรียกโชคดีให้มาหา บ้างก็ว่า เพื่อให้สะดุดหูเทพเจ้า ท่านจะได้มาช่วยคุ้มครอง</p>
<h3> เชิดสิงโต</h3>
<p>เป็นการละเล่นของชาวจีนเหนือ และจีนใต้ ทางเหนือนิยมเล่นกันในช่วงตรุษจีน ส่วนทางจีนใต้นิยมการเชิดสิงโตมากกว่า นอกจากจะเล่นกันในช่วงมีงานแห่เจ้าแล้ว แม้แต่พิธีเซ่นสังเวยเพื่อขอฝนหลังงานเทศกาลงานชุนนุมใหญ่ ก็จะต้องมีรายการเชิดสิงโตด้วยการเชิดสิงโตของชาวจีนใต้ครึกครื้นและโลดโผนกว่า</p>
<p>ทางเหนือมากนัก เมื่อใกล้ถึงวันตรุษจีน ก็จะมีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งจัดให้มีการเชิดสิงโต ซึ่งเรียกว่า “ ซิ่งฮุ่ย” โดยไปขอเงินบริจาคจากพวกคหบดี และก็จะมีอีก กลุ่มหนึ่งจัดเครื่องดนตรีและเตรียมทำตัวสิงโตสำหรับวันงานเมื่อเตรียมงานแล้วผู้จัดงานก็จะประกาศเส้นทางที่ขบวนสิงโตจะผ่านให้ชาวบ้านทราบ พอวันงานมาถึงหัวหน้าทีมจะนำเอาสิงโตไปแสดงความเคารพต่อคหบดี และมือกลองก็เริ่มตีกลอง จากนั้นก็เริ่มแสดงการเชิดสิงโต เมื่อมีบ้านใดนำเอาซองรางวัลไปแขวนไว้บนยอดไม้ ยิ่งสูงเท่าใดผู้แสดงก็ต้องต่อตัวกันขึ้นไปเพื่อเอาซองรางวัลนั้น การเชิดสิงโตแบบนี้เรียกว่า “ ซิ่งจือไชชิง” สิงโตที่เชิดนี้มักทำด้วนแกนไม้ไผ่ปะด้วยกระดาษสี แล้วใช้ผ้าปักไหมทำเป็นตัวสิงโตมีการเชิดอีกแบบหนึ่งที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่า เรียกว่าชุดสิงโตกินประทัด เนื่องจากการเชิดชุดนี้สิงโตต้องกินประทัดตลอดเวลา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-537" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/02/chinesenewyear_11.jpg" alt="" width="620" height="395" /></p>
<h3>การเชิดมังกร</h3>
<p>มังกรแม้เป็นสัตว์ในเทพนิยาย แต่ชาวจีนให้ความสำคัญต่อมังกรมาก เพราะมังกรเป็นเทพผู้กำหนดให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลสามารถ ให้ความอุดมสมบูรณ์ ต่อพืชพันธุ์ธัญญาหาร ทั้งยังเป็นสัตว์สิริมงคลที่ชาวจีนนับถือมานาน การเชิดมังกรจะเริ่มเมื่อใดนั้นยากที่จะกำหนดให้แน่ชัดลงไปแต่เนื่องจากมังกรเป็นเทพแห่งลม และฝน สามารถเปลี่ยนลมให้กลายเป็นฝน และกลับก้อนเมฆให้ฝนตกพิธีขอฝน จึงขาดการเซ่นไหว้มังกรไปไม่ได้ จากพิธีกรรมทางศาสนาในการเซ่นไหว้นี้เอง ก็ได้กลายมาเป็นการละเล่นพื้นบ้านในเวลาต่อมา หมิงตงจิงเปิ่งหวาลู่ ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งได้กล่าวไว้ว่าการละเล่นของชาวจีนในวันเทศกาลหยวนเชียว ว่า “มีประตูซ้ายขวา 2 ข้าง จะใช้หญ้าผูกมัดให้ดูเป็นรูปมังกรที่หญ้าจะติดดวงไฟไว้เป็นหมื่นดวงแล้วคลุมด้วยผ้าสีเขียวข้างบนอีกครั้ง ดูไกล ๆ เหมือนตัวมังกรคดเคี้ยวไปมา คล้ายมังกรกำลังเหินฟ้าสวยงามยิ่งนำ”จากข้อความนี้จะเห็นว่าในสมัยราชวงศ์ซ่งนั้น การแสดงโคมไฟมังกรก็เป็นที่นิยมกันแล้วในปัจจุบันนี้การเชิดมังกรเป็น ที่รู้จักกันทั่วไป ทั้งจีนทางเหนือและทางใต้การแสดงดูจะครึกครื้นมากกว่าการเชิดสิงโตเสียอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชิดมังกรในวันตรุษจีน ซึ่งเป็นงานเชิดที่ยิ่งใหญ่หรือแม้ในงานแห่เจ้า ก็จะเว้นการเชิดมังกรเงินและมังกรทองเสียไม่ได้เช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignright wp-image-538 size-full" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/02/chinesenewyear_12.jpg" alt="" width="251" height="201" /></p>
<p>การเชิดมังกรจะเชิดในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ได้ ถ้าเชิดเวลากลาวงวันก็ไม่ต้องมีโคมไฟหรือดวงไฟ ถ้าเชิดกลางคืนดวงไฟต่าง ๆ จะทำให้มังกรดูสวยงาม มากขึ้น ทั้งยังสามารถให้ความสว่าง ในเส้นทางที่ขบวนมังกรผ่านอีกด้วย ตัวมังกรจะทำด้วยโครงไม้ไผ่แล้วคลุมด้วยผ้าแพรปักลวดลายสวยงาม โดยเย็บเป็นเกล็ดด้วย ผ้าหลากสีก็ได้หรือจะนำเอาหญ้าและแผ่นกระดาษทำเป็นตัวมังกรแล้วตกแต่งด้วยสีสันก็ได้ เมื่อมีคนเชิดตัวมังกรก็ต้องมีอีกคนหนึ่งเชิดลูกแก้ว ทั้งนี้เพราะลูกแก้ว เป็นของวิเศษที่มังกรชอบมากที่สุด บางครั้งก็จะมีคนใส่หน้ากากเป็นพระหัวโตทำหน้าที่ล่อมังกร ให้เดินไปมาในท่าทางต่าง</p>
<h3>ของขวัญวันตรุษจีน</h3>
<p>นอกจากการให้อั่งเปาแล้ว ก็ยังมีการ์ดอวยพร ของขวัญซึ่งมักจะเป็นสิ่งของที่เป็นสิริมงคลต่างๆตามความเชื่อของชาวจีนสมัยโบราณ เช่น</p>
<ul>
<li>ปี่เซียะ มีหลายชื่อ บางทีเรียก ผีซิ่ว เผ่เย่า กวางสวรรค์ ฯเป็นสัตว์มงคลประจำยุค 8 (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2566)ลักษณะ หัวเป็นมังกร ขาเหมือนสิงโต ลำตัวเหมือนกวางมีปีก มีหาง มีเขา หน้าตาดุ อ้าปากกว้าง ไม่มีรูก้นนิสัย กล้าหาญ ตรงไปตรงมา รักเจ้าของ ให้คุณกับผู้บูชาทุกคนกินอย่างเดียว ไม่ถ่าย จึงช่วยให้มีทรัพย์ มีแต่เงินไหลเข้า ไม่ไหลออกใครมีไว้ ช่วยเสริมบารมี เสริมโชคลาภ ทั้งการค้าการขายและด้านเสี่ยงโชค</li>
<li>รูปปั้นเต่า เต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืน ดังนั้นการวางรูปปั้นเต่าไว้ในบ้านจึงช่วยส่งเสริมให้คนสูงอายุในบ้านมีอายุยืน คนเจ็บคนไข้หายเจ็บป่วย คนหนุ่มคนสาวจะมีโชคมีลาภ และเด็กเล็กเจริญเติบโต ในขณะเดียวกันยังสามารถใช้เต่าเพื่อสลายพลังปราณชี่พิฆาตได้ด้วย โดยการตั้งเต่าให้หันหน้าไปยังทิศที่มีปราณชี่พิฆาตต่างๆ</li>
<li>ผี่อิว (สำเนียงจีนแต้จิ๋ว) หรือ ผีซิว (สำเนียงจีนกลาง) เป็นสัตว์ป่าที่มีรูปร่างคล้ายกับหมี มีลักษณะห้าวหาญ เปิดเผย ตรงไปตรงมา และดุดัน จึงมีการเปรียบเปรยกันว่า ผี่ฮิวคือ ทหารหาญที่ห้าวหาญ สามารถขจัดอสูรร้ายต่างๆได้ด้วยลักษณะของผี่ฮิว จึงนิยมตั้งรูปปั้นผี่ฮิวเพื่อสลายพลังปราณหยินและอสูรร้ายต่างๆ (รวมทั้งให้โชคให้ลาภ) ผี่ฮิวจะมีข้อแตกต่างกับกิเลนตรงที่ ผี่ฮิวไม่สนใจว่าคนไหนจะดีหรือร้าย ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าที่ทำกิจการ<br />
การค้าที่ถูกกฎหมาย หรือร้านค้าสถานบันเทิงเริงรมย์ บ่อนการพนัน ไนท์คลับ ก็สามารถตั้งรูปปั้นผี่ฮิวเพื่อให้โชคให้ลาภได้เช่นกัน</li>
<li>คางคกสามขา รูปปั้นคางคกสามขา นิยมใช้ในหมู่คนค้าขาย เพื่อเพิ่มพูนเงินทองให้กับเจ้าของกิจการ ควรจะใช้คางคกสามขาที่เป็นสีทอง หรืออาจจะเป็นคางคก<br />
สามขาที่ทำจากหยก เพราะหยกถือว่าเป็นสิ่งของที่มีค่า แต่อย่างไรก็ดีหยกก็เทียบค่าของทองไม่ได้</li>
<li>หยก มีความเชื่อว่าพลังของหยกจะช่วยให้อายุของพวกเขายืนยาวขึ้น หรือแม้กระทั่งจะเป็นอมตะเหมือนเทพยดาหากได้มีไว้ในครอบครอง เป็นสัญลักษณ์ของความดีงามในสังคม และมีบทบาทสำคัญต่อความรู้สึกนึกคิดและวัฒนธรรมของชาวจีน</li>
</ul>
<h3>สิบอย่างที่ต้องกระทำใน “วันตรุษจีน”</h3>
<p>คนส่วนมากรู้จัก “ตรุษจีน”ว่าเป็นวันรับ “อั่งเปา” แต่จริงๆ แล้วตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่จีน คนจีนก็มีกิจกรรมคล้ายๆ กับคนไทยกระทำในวันปีใหม่ คือเป็นวันพบปะญาติมิตร ไหว้พระ อวยพรผู้ใหญ่ ส่วนอั่งเปานั้นเป็นเพียงน้ำจิ้มเล็กๆ ที่สร้างความสุขความตื่นเต้นให้กับเด็กน้อย ตรุษจีนคือ “วันชิวอิก” วันแรกของปี จะเริ่มต้นเมื่อหลังเที่ยงคืนของ “วันซาจั๊บ” ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปี เรียกอีกอย่างว่า “วันถือ” เพราะถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ ทุกคนจะพูดแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นมงคล ทั้งนี้ กิจที่คนจีนจะต้องกระทำในเทศกาลตรุษจีนจะเริ่มตั้งแต่ “วันจ่าย” ซึ่งเป็นวันจ่ายตลาดเตรียมข้าวของสำหรับไหว้ในวันรุ่งขึ้น รวมทั้งเป็นวันจ่ายโบนัสให้ลูกจ้าง</p>
<ol>
<li>ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และไหว้ผีไม่มีญาติ วันซาจั๊บ ช่วงเช้าหลังจากไหว้เจ้าในบ้าน คือ “ตีจูเอี๊ย” ไหว้บรรพบุรุษแล้ว ในตอนเที่ยงจึงไหว้ ผีไม่มีญาติ ซึ่งของไหว้จะมีทั้งของคาว-หวาน รวมทั้งเป็ด-ไก่ มากหรือน้อยแล้วแต่ฐานะของผู้ไหว้ และมีเครื่องกระป๋อง ข้าวสาร เกลือ เพื่อให้ผีไม่มีญาติพกไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องจุดขี้ไต้ 2 ชิ้นไว้ด้วย เมื่อไหว้เสร็จจะจุดประทัด จากนั้นจะโปรยข้าวสารผสมเกลือ ขับไล่สิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป</li>
<li>รวมญาติกินเกี๊ยว ความสำคัญอีกประการของตรุษจีน คือเป็นวัน รวมญาติ โดยทุกคนจะเดินทางมาร่วมโต๊ะกินเกี๊ยวในวันซาจั๊บมื้อสุดท้ายก่อน ขึ้นปีใหม่ และที่ต้องเป็น “เกี๊ยว” ก็เพราะลักษณะของเกี๊ยวที่เหมือนกับ “เงิน” ของจีน ให้ความหมายว่า ให้มั่งมีเงินทอง</li>
<li>กินเจมื้อเช้า คือมื้อแรกของปี ส่วนในวันชิวอิก คนจีนจะกินเจมื้อแรกของปี เชื่อกันว่าจะได้บุญเหมือนกับกินเจตลอดทั้งปี</li>
<li>ทำพิธีรับ “ไช่ซิงเอี้ย” “ไช่ซิงเอี้ย” เป็นเทพพิทักษ์ทรัพย์ หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ส่วนใหญ่จะทำพิธีระหว่างหลังเที่ยงคืนของวันซาจั๊บจน ถึงก่อนตี 1</li>
<li>ห้ามกวาดบ้าน ก่อนตรุษจีน จะมีการทำความสะอาดบ้าน ปัดกวาดหยากไย่ครั้งใหญ่ เมื่อถึงวันปีใหม่จะไม่กวาดบ้านจนถึงวันชิวสี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น วันแรกของการเริ่มต้นทำงาน เพราะถือว่าจะกวาดเอาสิ่งที่เป็นมงคลทิ้งไป แต่ถ้าบ้านใครสกปรกจนทนไม่ไหว ก็จะกวาดเข้าคือ กวาดจากหน้าบ้านเข้าไปในบ้าน</li>
<li>ติด “ตุ๊ยเลี้ยง” หรือคำอวยพรปีใหม่ เมื่อก่อนคนจีนที่พอมีความรู้จะเขียน “ตุ๊ยเลี้ยง” เอง โดยใช้หมึกดำหรือสีทองเขียนคำอวยพรลงบน กระดาษสีแดง ถ้าไม่มีความรู้ก็จะไปจ้างมืออาชีพเขียนให้ ซึ่งแหล่งใหญ่ก็คือที่เยาวราช คำอวยพรที่เขียนจะประกอบด้วยตัวอักษร 7 ตัว เขียนเป็นคำกลอน โดยมาก จะอวยพรให้ทำมาค้าขึ้น ให้มั่งมีเงินทอง ติดตามสองข้างประตูบ้าน และมีอีกแผ่นสำหรับติดทางขวางตรงกลางทางเข้า-ออก เขียนคำว่า “ชุก ยิบ เผ่ง อัง” แปลว่า เข้า-ออกโดยปลอดภัย รวมทั้งติดภาพเด็กผู้หญิง-เด็กผู้ชาย ที่เรียกว่า “หนี่อ่วย” ซึ่งเป็นภาพมงคลของจีน ถือเป็นงานศิลปะที่สำคัญอีกอย่างนอกเหนือจาก การตัดกระดาษ มักติดที่ประตูหน้าบ้าน</li>
<li>ใส่เสื้อผ้าใหม่ สีสันสดใส</li>
<li>ส้ม 4 ผล อวยพรผู้ใหญ่ วันชิวอิกทุกคนจะนำส้ม 4 ผล ไปกราบผู้ใหญ่ขอพร เจ้าบ้านเองนอกจากจะเตรียมเมล็ดแตงโมย้อมสีแดงไว้ 1 พาน และลูกสมอจีนไว้รับแขกแล้ว เมื่อมีผู้มาอวยพร จะรับส้มขึ้นมา 2 ผล และนำส้มในบ้านที่เตรียมไว้วางคืนลง 2 ผล</li>
<li>รับอั่งเปา</li>
<li>ไหว้เจ้า เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต</li>
</ol>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-539" src="https://www.techa.or.th/navatecha/wp-content/uploads/2018/02/IMG1.png" alt="" width="560" height="150" /></p>
<p>Cr: <a href="http://www.educatepark.com/story/ประวัติตรุษจีน">http://www.educatepark.com/story/ประวัติตรุษจีน</a><br />
<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/ตรุษจีน">https://th.wikipedia.org/wiki/ตรุษจีน</a><br />
<a href="http://pasajeen.com/เทศกาล-ตรุษจีน-春节">http://pasajeen.com/เทศกาล-ตรุษจีน-春节</a></p>
<p>The post <a href="https://www.techa.or.th/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e6%98%a5%e7%af%80/">เทศกาลตรุษจีน 春節</a> appeared first on <a href="https://www.techa.or.th">สมาคมเตชะสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
